Thai Nodame Cantabile



 
Subject: Lugwig Van Beethoven 1770-1827
Webmaster (Pa)
Administrator
Rank: 9Rank: 9Rank: 9


UID 141
Digest Posts 0
Credits 0
Posts 373
Reading Access 200
Registered 3-12-2007
Location Bangkok
Status Offline
Post at 3-23-2008 17:33  Profile | Site | Blog | P.M. 
Lugwig Van Beethoven 1770-1827

ไม่ว่าจะเป็นคนฟังเพลงคลาสสิกหรือใครก็ตาม พนันได้เลยว่าทุกคนต้องเคยได้ยินเพลงของบีโธเฟ่นกับโมสาร์ทผ่านหูมาแล้วอย่างแน่นอนค่ะ
อย่าง Tiwnkle, Twinkle Little Star, Minuet, Fur Elise, Spmphony หมายเลข7 ฯลฯ เพียงแต่อาจจะไม่ทราบชื่อหรือผู้แต่งเท่านั้นเอง

เราว่าประวัติของบีโธเฟ่นนั้นน่าสนใจมากๆค่ะ อยากให้เพื่อนๆลองอ่านดู โดยส่วนตัวแล้วเราชอบอ่านประวัติพวกนี้มากค่ะ สนุกดี..อีกอย่างใครถามเราก็ยืดอกตอบได้ แหม มันน่าภูมิใจไหมล่ะ *0*

ขอขอบคุณ: อ.สุวรรณ จาก ชมรมคนรักไวโอลิน


en.wikipedia.org

QUOTE:
  Lugwig Van Beethoven เกิด ที่กรุง บอนน์ ประเทศเยอรมันนี เมื่อวันที่ ๑๖ ธันวาคม ๑๗๗๐ ตายที่ กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย วันที่ ๒๖ ธันวาคม ๑๘๒๗ ในชีวิตของนักดนตรีผู้ยิ่งใหญ่ผู้นี้ อาจจะกล่าวได้ว่ามีความมืดมากกว่าความสว่าง Beethoven เกิดมในครอบครัวที่ฝืดเคืองแร้นแค้นยากจน มีถิ่นฐานพำนักอยู่ที่ตำบลไรน์ กรุงบอนน์ ประเทศเยอรมันนี Johann Van Beethoven ผู้เป็นบิดาประกอบอาชีพเป็นนักร้องเสียงเทนเน่อร์ประจำวงดนตรีของเจ้าเมือง Maria Magdalena ผู้เป็นมารดาเป็นผู้หญิงที่เรียบร้อย อ่อนหวานจดี มีความรักและเอาใจใส่ต่อลูกๆทุกคน Beethoven เป็นลูกคนที่ ๒ ในจำนวนทั้งหมด ๗ คน เมือตอนเด็กๆ Beethoven มีชีวิตที่ลุ่มๆ ดอนๆ จะหาความสุขสบายได้ยากเต็มที ทั้งนี้ก็เกิดจากความยากจนของครอบครัวนั่นอง ประกอบกับผู้เป็นพ่อมีอารมณ์ร้าย เป็นคนประเภทขี้เหล้าเมาหยำเป ใช้จ่ายเงินไปกับการซื้อเหล้า ไม่เอาใจใส่ต่อลูกๆและดูแลครอบครัวเท่าที่ควรจะเป็น Beethoven เป็นเด็กที่ขี้ริ้วขี้เหร่ เงียบขรึม และยังขี้อายอีกด้วย พ่อได้เริ่มสอนให้ Beethoven เล่น ไวโอลินเมื่ออายุได้ ๔ ขวบ แต่ทว่า Beethoven เล่นได้ไม่ดีดั่งใจหวังของพ่อ จึงทำให้ผู้พ่อโกรธและทำโทษ Beethoven ด้วยวิธีเอาไม้เคาะที่ตาตุ่มบ่อยๆ Johann Van Beethoven มีความใฝ่ฝันทะเยอทะยานที่จะให้บุตรชายของตนมีความสามารถและมีชื่อเสียงทางด้านดนตรีให้โด่งดังอย่าง Wolfgan Amadeus Mozart ดังนั้นจึงพยายามเค่ยวเข็ญให้Beethoven ฝึกฝนดนตรีอย่างเข็มงวดกวดขันที่สุด แต่กระนั้นก็ดี อัจฉริยภาพของ Beethoven ก็ยังมิได้ปรากฏออกมา นอกจากจะฝึกฝนไวโอลินและเปียโนแล้ว พ่อยังบังคับให้ Beethoven เรียน ออร์แกนและคลาเวียร์ กับ Tobias Pfeifter ซึ่งเป็นเพื่อนคู่หูของพ่ออีก การเรียนไปนไปอย่างทุลักทุเลเต็มที เรียนไม่เป็นเวล่ำเวลา ดึกๆดื่อนๆเมื่อพ่อและเพื่อนของพ่อกลับมาจากการร้องเพลงก็จะมาปลุก Beethoven ขึ้นมาท่องโน๊ตและเล่นคลาเวีย แม้ว่า Beethoven จะง่วงแสนง่วงจนงืมตาไม่ข้นก็ตาม พ่อจะฉุดกระชากลากมาให้ Beethoven เล่นจนได้ จากความพยายามของพ่อนี่เอง ทำให้ Beethoven ค่อยๆเริ่มชอบเสียงของดนตรีขึ้นมาบ้าง อัจฉริยภาพทางดนตรีของ Beethoven เรื่มค่อยๆฉายแสงเรืองๆบ้าง ดนตรีต่างๆที่เคยถูกพ่อบังคับให้เล่นจนเอือมระอาและไม่ได้ชอบเลย แต่บัดนี้ได้เกิดชอบขึ้นมาอย่างประหลาด Beethoven มีความเต็มใจที่จะเล่นและฝึกหัดไวโอลินและออร์แกนอย่างจริงจัง จนเกิดความชำนาญสามารถออกโรงแสดงได้
ตอนที่ Beethoven อายุได้ ๘ ขวบนั้น ได้ออกแสดง Concert ต่อหน้าประชาชนเป็นครั้งแรก ปรากฎว่าได้รับการปรบมือจากผู้ฟังอย่างชื่นชม ทำให้ผู้เป็นบิดาภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง และจากความสามารถของ Beethoven ในครั้งนี้ บิดาได้ส่งให้เขาเข้าโรงเรียนและให้ไปเรียนดนตรีอย่างจริงจังกับครูดนตรีที่มีชื่อเสียง Christian Gattlob Neefe และ ณ ที่นี่เอง Beethoven เอาใจใส่และฝึกฝนอย่างจริงจังอยู่ ๒ ถึง ๓ ปี ก็สามารถเล่นบทเพลงยากๆของนักดนตรีที่มีชื่อเสียงได้หลายเพลงอย่าง Prelude & Fugue ๔๘ บทเพลงของ Bach ซึ่งนับว่าเก่งมากทีเดียวสำหรับเด็กที่อายุเพียง ๑๑ ขวบ

ในปี ๑๗๘๒ ขณะที่เขามีอายุได้ ๑๒ ขวบ ได้เข้าประจำตำแหน่งนักออร์แกนประจำโบสถ์ และต่อมาก็เปียนโนและไวโอลินในตำแหน่งมือสองในสำนักของเจ้าเมืองของกรุง บอนน์ อีก ๓ เดือนต่อมาเขาได้รับการแต่งตั้งเป็นหัวหน้าวง Neefe แทนครูของเขาซึ่งลาออกไป นับเป็นความภาคภูมิใจย่างยิ่งสำหรับเด็กอายุเพียงแค่นี้ คนทั้งหลายก็ได้ยอมรับในความสามารถทางดนตรีของเขา ชื่อเสียงทางเปียโนก็เป็นที่ลือกระฉ่อนไปทั่วเมือง เจ้าเมืองเห็นถึงความสามารถทางด้านดนตรีของ Beethoven ว่าภายภาคหน้าจะมีความก้าวหน้าไปไกลจึงได้มอบทุนแก่ Beethoven เดินทางไปยังกรุงเวียนนาอันเป็นแหล่งที่มีนักดนตรีที่มีชื่อเสียงอยู่หลายคน Beethoven ได้ไปเรียนดนตรีกับ Mozart นักดนตรีผู้ยิ่งใหญ่ผู้หนึ่งในยุคนั้น เมื่อ Mozart ฝึกให้เขาได้ ๒-๓ เพลง ก็ลองให้ Beethoven เล่นให้ฟัง เมือ Mozart เห็นการเล่นของ Beethoven แล้วได้กล่าวกับเพื่อนๆว่า จงคอยดูเด็กน้อยผู้นี้ให้ดี สักวันหนึ่งเพลงของเขาจะดังกึกก้องไปทั่วโลก
Beethoven อยู่กับ Mozart ที่เวียนนาได้ไม่นานเพียง ๒-๓ เดือน ก็ได้รับข่าวว่า มารดาป่วยหนักทำให้เขาต้องรีบเดินทางกลับกรุงบอนน์และในที่สุดเขาก็ได้สูญเสียแม่ไปซึ่งนำความโศกเศร้าเสียใจให้กับ Beethoven อย่างสุดประมาณ เพราะเขารู้สึกว่ามีเพียงมารดาคนเดียวเท่านั้นที่รักเขาเป็นห่วงเขาและเห็นใจเขาตลอด ในขณะนั้นเขามีอายุได้ ๑๗ ปี เขาต้องรับภาระดูแลครอบครัวแทนผู้เป็นแม่เนื่องจากพ่อไม่สนใจอะไรมากนักกับครอบครัวขอให้ได้เมาหัวราน้ำก็พอ Beethoven ต้องทำงานอย่างหนักเพื่อหาเงินมาช่วยเหลือจุนเจือครอบครัวด้วยการสมัครเข้าเล่นดนตรีในสำนักของเจ้าเมืองบ้าง รับสอนเด็กๆที่ชอบทางดนตรีบ้างและจากการออกแสดงเปียโนบ้าง เขาได้รับการกล่าวขวัญถึงและทำนายว่าเขาจะมีอนาคตที่รุ่งโรจน์
ในปี ๑๗๙๐ Haydn ได้เดินทางผ่านมาที่เมืองบอนน์เพื่อจะไปลอนดอน เมื่อได้ฟัง Beethoven เล่นเปียโนแล้วก็กล่าวว่า เด็กคนนี้มีความสามารถสูง ต่อมา Beethoven ได้ไปพบ Haydn พร้อมกับนำเอาเพลงต่างๆที่เขาแต่งไปให้ Haydn ดู เมื่อ Haydn ดูแล้วก็รู้สึกพอใจเป็นอย่างมากและกล่าวกับ Beethoven ว่า หากเธอไปหาฉันที่เวียนนาฉันจะสอนวิธีการแต่งเพลงให้ ดังนั้นในปี ๑๗๙๒ Beethoven จึงได้เดินทางไปเวียนนาเป็นครั้งที่ ๒ เพื่อไปเรียนการประพันธ์เพลงกับ Haydn ฺBeethoven อยู่เรียนกับ Haydn เกือบหนึ่งปี ในช่วงตอนแรกๆเขามีความชมชอบในตัวครู Haydn มาก แต่ไม่นานนักก็ได้เกิดความคิดเห็นที่ขัดแย้งกับครูของตน Haydn มีความรู้สึกไม่พอใจในลูกศิษย์คนนี้เพราะเป็นคนแข็งกระด้างท่าทางเงอะงะตลอดจนมีความคิดเห็นนอกลู่นอกแบบ มีความเชื่อมั่นในตัวเองมากเกินไป ไม่ใส่ใจในคำสอนของครูในเรื่องของกฏความกลมกลืนของเสียง ส่วนทางฝ่ายของ Beethoven ก็เห็นว่า Haydn จู้จี้และแก่ทฤษฎีมากเกินไป ชอบดำเนินตามรอยแบบแผนเก่าๆไม่มีการพัฒนาและที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ Haydn ไม่ชอบเพลง Trio ของเขาจึงได้เกิดขัดใจกันขึ้น และในที่สุด Beethoven ก็ออกไปเรียนกับครูท่านอื่นคือ George Albrechtsberger อยู่ถึง ๒ ปี และได้เรียนการแต่งอุปรากร ( Opera ) กับ Antonio Salieri ซึ่งเป็นนักแต่งอุปรากรชาวอิตตาเลี่ยน แต่ก็ไม่ได้อะไรที่เป็นชิ้นเป็นอันกลับมา Beethoven มีความตั้งใจอยู่อย่างหนึ่งคือมุ่งมั่นที่จะหาชื่อเสียงในการเล่นดนตรีและแต่งเพลง จากความนึกคิดนี้ประกอบกับเป็นคนมีความเชื่อมั่นตนเองสูง Beethoven ก็ได้เริ่มตระเวนเล่นดนตรีต่างๆในกรุงเวียนนา จนมีชื่อเสียงเป็นที่ประจักในฝีมือการเล่นเปียโนของเขาที่เต็มไปด้วยลีลาและความรู้สึกที่ถ่ายทอดออกมาได้อย่างงดงามยิ่ง จากจุดนี้เองจึงนำพาเขาไปสู่ความนิยมชมชอบในหมู่นักฟัง จนทำให้มีผู้คนหลั่งไหลมาขอสมัครเป็นลูกศิษย์รวมทั้งบรรดาชนชั้นสูงก็แห่กันมาเรียนกับเขา บรรดาชนชั้นสูงต่างก็ชื่นชมในบทเพลงของ Beethoven จนถึงกับซื้อบทเพลงของเขาไปเล่นในรั้วในวังเลยทีเดียว บทเพลงที่นิยมกันมีตั้งแต่ Quartets จนถึงวงใหญ่อย่าง Symphony เลยทีเดัียว และจาการแนะนำของ ท่านเคานท์ ฟอลด์สไตน์ จึงทำให้ Beethoven ได้เข้าไปสู่บ้านบรรดาผู้สูงศักดิ์ในนามของครูและนักเปียโน ในบรรดาผู้สูงศักดิ์เหล่านั้นก็มีเจ้าชาย Lichnowsky เจ้าชาย Lobkowitz และท่าน Baron Von Swieten รวมอยู่ด้วย


www.marxist.com




Top
Webmaster (Pa)
Administrator
Rank: 9Rank: 9Rank: 9


UID 141
Digest Posts 0
Credits 0
Posts 373
Reading Access 200
Registered 3-12-2007
Location Bangkok
Status Offline
Post at 3-23-2008 17:34  Profile | Site | Blog | P.M. 

leroisamuse.blogspot.com

QUOTE:
จากความสามารถทางด้านดนตรีของ Beethoven นี่เองทำให้เจ้าชายและเจ้าหญิง Lichnowsky ซึ่งเป็นผู้ใหญ่คนหนึ่งในหมู่ชนชั้นสูงที่นิยมในตัวเขา Beethoven จึงได้ถูกเชื้อเชิญให้เข้าไปพำนักอยู่ในวังและรับเป็นผู้อุปถัมภ์ในทางการเงินและอื่นๆแก่ Beethoven ขณะที่พักอยู่ในวัง Beethoven ได้รับความสุขสบายตลอดจนความสะดวกต่างๆที่พึงรับถึงแม้ว่าหน้าตาของ Beethoven จะขี้ริ้วขี้เหร่มีกริยาท่าทางซุ่มซ่ามเป็นบ้านนอกแต่งกายปอนๆรัปทานอาหารไม่เป็นเวลาและเป็นคนฝิดนัดเป็นประจำ จะทำสิ่งใดก็ไม่เกรงใจใครตลอดจนในบางครั้งแสดงกริยาที่หยาบคายหุนหันเอาแต่ใจตัว ในขณะที่เขากำลังบรรเลงเปียโนหากมีใครพูดคุยหรือมีเสียงหัวเราะเขาจะโกรธมากและจะเลิกเล่นเปียโนทันทีพร้อมทั้งเดินออกจากที่นั้นเฉยๆ แต่ก็ไม่ได้มีใครดูหมิ่นดูแคลนหรือแสดงอากัปกิริยารังเกียจเขาแต่อย่างใด ต่างมองข้ามสิ่งเหล่านี้โดยไม่ได้ใส่ใจแต่ประการใด เพราะนิยมในความเป็นอัฉริยะทางดนตรีของเขา ในเดือนมีนาคม ๑๗๙๕ Beethoven ได้นำเสนอบทเพลง Piano Concerto in B flat Major ที่มีลีลาที่งดงามยิ่ง ซึ่งก็ได้รับการต้อนรับอย่างดียิ่ง ต่อจากนั้น Beethoven ก็มีบทเพลงหลั่งไหลออกมาจากมันสมองและปลายปากกาซึ่งมีเพลงใช้เล่นกับเครื่องดนตรีหลากหลายชนิด ซึ่งหนึ่งในจำนวนหลายๆเพลงที่ได้รับการต้อนรับอย่างมากที่เล่นด้วยเครื่องดนตรี ๗ ชิ้น Septet in E flat Major Opus 20 สำหรับ ไวโอลิน ไวโอล่า เชลโล่ Double Bass คลาริเนท บาสซูน และ ฮอร์น ซึ่งมีท่วงทำนองที่แปลกและไพเราะโดยจัดแสดงครั้งแรกที่วัง Schwargenberg
  ตั้งแต่ปี ๑๘๐๐ เป็นต้นมา Beehtoven ก็เปลี่ยนไปเอาดีและก้าวหน้าทางแต่งเพลงเริ่มด้วย Kreutzer Sonata สำหรับไวโอลิน The Moonlight Sonata และ Pathetie Sonata และ Concerto อีก ๓ บท สำหรับ เปียโน Quartets และ Symphony จากบทเพลง Symphony No. 1 และ No. 2 ทำให้พบอนวใหม่สำหรับที่จะแต่งเพลงอันดับต่อๆไปโดยเห็นช่องทางที่จะใส่อารมณ์และความรู้สึกลงไปได้อย่างเต็มที่ ทั้งท่วงทำนองก็สามารถที่จะปรับให้กลทกลืนกันได้อย่างดี เพลงที่ Beethoven แต่งขึ้นมานั้นเป็นเพลงที่แสดงออกอย่างเสรี แหวกแนวไม่ได้ดำเนินตามแบบแผนเก่าแก่ ในตอนแรกๆที่เพลงของ Beethoven นำออกเสนอต่อที่สาธารณะชนนั้นได้ถูกตำหนิวิพากษ์วิจารย์ไปต่างๆนาๆเช่นว่า เป็นนักดนตรีที่นออกแบบแผนและเป็นอันตรายต่อศิลปทางดนตรี แต่ Beethoven ไม่ได้แยแสแต่อย่างใดและยังคงดำเนินตามแบบของเขาต่อไปและในที่สุดคนส่วนใหญ่ก็เริ่มหันมานิยมชมชอบในผลงาน ในขณะนั้ย Beethoven มีอายุ ๓๑ ปี สำนักพิมพ์ต่างๆพากันมาแย่งกันซื้องานของ Beethoven เพื่อนำไปตีพิมพ์จำหน่ายซึ่งเป็นที่รับรองกันแล้วว่าเป็นดนตรีแนวใหม่และแปลกดี ต้นฉบับถูกเขียนด้วยลายมือขยุกขยิกไม่เรียบร้อย แต่ทว่าเป็นสิ่งที่มีคุณค่าเป็นอย่างยิ่ง และในปีเดียวกันนั้นเอง ขณะที่ Beethoven กำลังโด่งดังในฐานะนักแต่งเพลงเอก หูของเขาเริ่มมีอาการปวดอื้อเมื่อ ๒-๓ ปีก่อนได้กำเริบมากขึ้นมีความเจ็บปวดอย่างมากซึ่งทำให้เขาเกิดความทุกข์ทรมานยิ่ง หมอได้ให้เขาไปพักผ่อนตามหม฿บ้านแถบชานเมือง Beethoven เลือกที่จะไปเมือง Heiligenstadt ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงเวียนนาเพียงเล็กน้อย แต่เป็นเมืองที่สงบมีทิวทัศน์สวยงาม มีทุ่งสำหรับเลี้ยงแกะและขุนเขาคาร์พาเทียน เขาไปพักอยู่กับชาวบ้านแถบนั้นใช้เวลาวันหนึ่งๆด้วยการเดินไปตามป่ารอบเมือง Heiligenstadt กับลูกศิษย์ที่ใกล้ชิดของเขาคนหนึ่งวื่อ Ferdinand Ries
ในขณะที่เดินไปเรื่อยๆนั้นก็มีเสียงขลุ่ยที่เด็กเลี้ยงแกะกำลังเป่าดังโหยหวลอยู่แต่ไกล ลูกศิษย์ของเขาได้สะกิดให้ Beethoven ฟังเสียงขลุ่ยนั้น Beethoven ได้พยายามนั่งฟังอยู่เกือบชั่วโมงก็ไม่ได้ยินเสียงนั้นแต่อย่างใด เขาใช้ชีวิตอย่างเปลี่ยวใจและเศร้าใจอยู่ที่ Heiligenstadt นานพอควรพร้อมกับพยายามรักษาอาการไม่ได้ยินของเขาแต่ก็ไร้ผล Beethoven ได้กลายเป็นคนหูพิการอย่างสนิทไปเสียแล้ว เขาไม่สามารถได้ยินได้ฟังอะไรได้อีกเลย การพูดการสนทนากับใครๆก็ต้องใช้วิธีเขียนหนังสือตอบโต้กันไปมา Beethoven เริ่มคิดมากและเกิดความท้อแท้ใจในชีวิต เขาจะต้องผจญกับความเงียบสงัดอันน่าสะพึงกลัว เขาจะอยู่ในโลกต่อไปได้อย่างไร เคราะห์ร้ายมากสำหรับนักดนตรีอย่างเขาที่มีหูที่ใช้การไม่ได้ เขามีความขมขื่นใจเป็นที่สุดบางครั้งก็คิดที่จะฆ่าตัวตายเสียให้รู้แล้วรู้รอดไป เขาได้ระบายความทุกข์ทรมานและความเจ็บปวดรวดร้าวนี้ไว้ในสมุดบันทึกส่วนตัวที่มีชื่อว่า Heiligenstadt testament ซึ่งเขียนขึ้นในปี ๑๘๐๒ และจากความเป็นอัฉริยะของเขานี้เอง ทำให้เขามีพลังใจเข้มแข็งและปลงตกในเรื่องความพิการของหู เขาไม่แยแสกับมันอีกต่อไป เขาจะต้องเอาชนะโชคชะตาของตนเองจึงได้ตั้งปณิธาณว่า ฉันไม่ยอมสยบให้แก่ความเคราะห์ร้ายเป็นอันขาดและความพิการนี้จะดึงตัวฉันให้ตกต่ำไปไม่ได้ จากความบันดาลใจอันนี้เอง ทำให้เขาตัดสินใจกลับไปเวียนนาอีกครั้ง ถึงแม้หูของเขาจะฟังเสียงดนตรีไม่ได้แต่เขายังสามารถฟังได้ด้วยญาณของความเป็นนักดนตรี
  ในภาวะอันรันทดใจเช่นนี้ หลังจากเขากลับมาสู่กรุงเวียนนาแล้วก็ได้หันมาจับงานแต่งซิมโฟนีอีก ซิมโฟนีอันดับที่ ๓ ที่มีชื่อ The Eroica Symphony เป็นบทเพลงที่แสดงถึงความรู้สึกบูชาต่อวีรบุรุษ เดิมเพลงนี้มีชื่อ Bonaparte เพื่อเป็นการอุทิศให้แก่ นโปเลียนผู้กล้าหาญ Beethoven ได้ขีดชื่อ Bonaparte ออกหลังจากการสถาปนาตัวเองขึ้นเป็นมหาจักพรรดิ์แห่งประเทศฝรั่งเศสของนโปเลียน Beethoven มีความโกรธมาก เมื่อเห็นนโปเลียนผู้ที่เขาบูชาว่าเป็นผู้กล้าหาญได้กลับกลายมาเป็นคนมักใหญ่ไฝ่สูง จึงได้เปลี่ยนชื่อเสียใหม่จาก Bonaparte เป็น Eroica ซึงแปลว่า กระบวนแห่ศพ The funeral March เพลง Eroica Symphony บทนี้นับว่าเป็นเพลงที่เปิดศักราชใหม่แห่งโลกดนตรีและนับเป็นสัญญลักขณ์ของเพลงแบบ Romantic ที่ได้เริ่มขึ้นเป็นครั้งแรกโดยได้ละทิ้งเพลงแบบ Classic และแนวดนตรีอย่าง Mozart และ Haydn อย่างสิ้นเชิง เพลงของ Beethoven ได้ใส่อารมณ์และความรู้สึกอย่างลงไปอีกด้วยจึงนับได้ว่า Beethoven เป็นผู้สร้างดนตรีแนวใหม่และได้กลายเป็นรากฐานของบทเพลง Symphony ในเวลาต่อมา Beethoven ได้แต่งอุปรากร Opera ขึ้นเรื่องหนึ่งในปี ๑๘๐๕ ชื่อ Fidelio ขณะที่พักอยู่ในกรุงเวียนนา ได้นำออกแสดงเป็นครั้วแรกที่ Theater an der Wien เป็นอุปกาเพียงเรื่องเดียวเท่านั้นของ Beethoven แม้ว่า Fidelio จะไม่เป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายนัก แต่ก็ได้รับการยกย่อง

  ในปี ๑๘๐๖ เขาได้เริ่มแต่ง Symphony อีก นับเป็นอันดับที่ ๔ แต่งขณะที่เขาตกอยู่ในอารมณ์ของความรักหลังจากที่ได้เยี่ยมเพื่อนสนิทคนหนึ่งที่ ฮังการรี คือ Count Von Brunsvik และได้หลงรักน้องสาวของเพื่อนคนนี้ ชื่อ Therese Von Brunsvik ทั้งสองมีความรักซึ่งกันอย่างลึกซึ้งแต่ประเพณีขวางกั้นโดยที่ฝ่ายหญิงเป็นสตรีผู้สูงศักดิ์ของ ฮังการี จะแต่งงานกับคนสามัญชนมิได้ ในระยะนี้ Beethoven ใช้เวลาแต่งเพลง Rasumoffsky Quatets Op.59 ไปด้วยพร้อมกับ Symphony No 4 ก็ได้สำเร็จลงในปี ๑๘๐๗ ได้นำออกแสดงเป็นครั้งแรกที่วัง Lobkowitz พร้อมๆกับ Piano Concerto No 4 หลังจากนั้น Beethoven ได้เริ่มงาน Symphony No 5 พร้อมๆกับการแต่ง Overture Coriolan ซึ่งเสร็จก่อน Symphony No 5 หลังจากนั้นได้นำออกแสดงครั้งแรกที่ Eisenstadt พอถึงฤดูร้อน Beethoven ก็ออกท่องเที่ยวไปบาเดน ไฮลิเกนสตัดท์ และไปถึงเมือง ไอเซ่นสตัดท์ ในฤดูใบไม้ร่วง
ปี ๑๘๐๘ Symphony No 5 ก็ได้เสร็จสิ้นอย่างสมบูรณ์และได้แต่ง Symphony No 6 โดยให้ชื่อว่า Pastoral Symphony ซึ่งใน Symphony บทนี้แต่งขึ้นจากความรู้สึกที่มีความรักธรรมชาติจากความทรงจำที่ได้พบเห็นมาจากการท่องเที่ยวไปในที่ต่างๆนี่เอง เมื่อ Beethoven ได้เสนอผลงานชิ้นนี้ออกมา ก็ปรากฎว่าได้รับความสำเร็จอย่างงดงาม เขาได้เริ่มงาน Piano Concerto No 5 ในปี ๑๘๐๘ จากนั้นอีก ๔ ปี จึงได้นำออกแสดงต่อสาธารณะ ณ กรุงเวียนนา ในปี ๑๘๑๒ โดยให้ลูกศิษย์ชื่อ Czerny เป็นผู้แสดง ในปี ๑๘๑๒ Beethoven ได้แต่ง Symphony No 7 ซึ่งเป็นปีที่ยุโรป กำลังตกอยู่ในภาวะสงคราม นโปเลียนได้กรีฑาทัพเข้าบุกยึดกรุงเวียนนา Beethoven เดินทางไป Baden, Teplitz, Karlsbad และ Franzensbrun และพบกับ Goethe ในระหว่างสงครามซึ่งเป็นเพื่อนต่างวัยผู้ที่ Beethoven นับถือมาก Beethoven ได้เริ่มงาน Symphony No 8 ขณะที่เดินทางไปเมือง Teplitz และไปเสร็จสิ้นลงที่เมือง Linz ในปี ๑๘๑๒ หลังจากนั้นในปีถัดไป Beethoven ได้แต่ง Cantata Der Glorreiche Augenblick และในปีนี้เองได้นำเอา Symphony No 7 ออกแสดงครั้งแรกครั้งแรกพร้อมกับ Wellington's Victory ที่แต่งเสร็จใหม่ๆที่มหาวิทยาลัยแห่งกรุงเวียนนา เพื่อเก็บเงินช่วยเหลือเหล่าทหารออสเตรียนและบาวาเรียนที่ได้รับบาดเจ็บจากสงคราม พอถึงหน้าร้อน Beethoven ได้กลับไปที่ Baden เช่นเคย เมื่อกลับมาที่กรุงเวียนนาอีกในปี ๑๘๑๔ ก็ได้นำเอา Symphony No 8 ออกแสดงพร้อมกับอุปรากร Fidelio ที่ Kartnertor Theatre ในเดือนกุมภาพันธ์ และในปีเดียวกันนี้ได้มีบทเพลงต่างๆออกแสดงต่อที่สาธารณะอย่าง ที่ Redoutensaal ในขณะที่มีการประชุม Congress of Vienna. เพลง Triple Concerto Op 56 และ เพลง Piano Sonata Op 90 ได้แต่งเสร็จพร้อมกับในปีเดียวกันนี้

เดือนมกราคม ปี ๑๘๑๕ Beethoven แสดง Concert ในกรุงเวียนนา เนื่องในวันเกิดของ Tsarina และอีกไม่นานน้องชายที่ชื่อคาร์ลได้ถึงแก่กรรมลง คาร์ลได้ฝากลูกชายให้ Beethoven ดูแลร่วมกับภรรยาม่ายของเขา แต่ Beethoven ไม่ต้องการให้ภรรยาม่ายของคาร์ลเข้ามายุ่งด้วยจนถึงขั้นฟ้องร้องกันและในที่สุด Beethoven ก็เป็นฝ่ายชนะได้ดูแลหลายชายของตนเพียงผู้เดียว เมื่อหลานชายมาอยู่ในความปรครองของ Beethoven แล้วแทนที่ตนจะให้ความสุขและความอบอุ่นแก่หลานชายเขากลับทำทารุณกรรมต่างๆต่อหลานชาย อันที่จริง Beethoven ต้องการฝึกให้หลานชายของตนเป็นนักเปียโนเหมือนตนแต่ด้วยว่าหลานชายของตนมิได้สนใจและอีกประการหนึ่งที่ Beethoven เป็นคนพิการทางหูจึงทำให้สื่อสารกันไม่รู้เรื่องจึงเกิดปัญหาดังกล่าวขึ้น เมื่อหลานชายทนอยู่ด้วยถึง ๔ ปี และทนต่อไปอีกไม่ได้จึงได้หลบหนีออกจากบ้านของ Beethoven ไปอยู่กับมารดา แต่ในที่สุด Beethoven ก็ตามไปนำหลานชายกลับมาอยู่กับตนอีกจนได้
Beethoven ได้แต่ง Symphony No 9 ในปี ๑๘๑๗ ซึ่งถือได้ว่าเป็นผลงานที่ยอดเยี่ยมและยิ่งใหญ่ Beethoven ต้องใช้เวลานานถึง ๖ ปี คือเสร็จเอาปี ๑๘๒๓ และบทเพลงอื่นๆที่เสร็จในปีเดียวกันมี Missa Solemnis ซึ่งได้ประพันธืให้กับ Archduke Rudolph และนำออกสู่สาธารณะครั้งแรกที่ Petersburg ในเดือนเมษายน ๑๘๒๔ อีก ๑ เดือนถัดมา Beethoven ได้นำ Symphony No 9 อันยิ่งใหญ่ของเขาออกแสดงเป็นรอบแรกพร้อมกับตัดเอาบางตอนของ Missa Solemnis มาแสดงด้วย ครั้งนี้ถือได้ว่าเป็นการแสดงครั้งยิ่งใหญ่ของ Beethoven อีกครั้งหนึ่ง ณ กรุงเวียนนา หนังสือพิมพ์ต่างลงข่าวการแสดงครั้งนี้ของ Beethoven อย่างครึกโครม และ Beethoven ได้ขึ้นมากำกับด้วยตัวเองในท่ามกลางวงดนตรีที่มีนักดนตรีมหึมาเลยทีเดียว นักดนตรีประกอบด้วยเครื่องดนตรีนับร้อยชิ้นและยังมีนักร้องอีก
เป็นจำนวนมาก มีผู้เข้าชมการแสดงในครั้งนี้มากมายอีกเช่นกัน เมื่อกระบวนหนึ่งเริ่มขึ้น เสียงเพลงได้กระหึ่มไปทั่วทั้งบริเวณงาน ผู้ฟังต่างเคลิบเคลิ้มไปสู่อีกโลกหนึ่งประหนึ่งถูกมนต์สะกดเลยทีเดียว และหลังจากกระบวนเพลงหนึ่งจบลง เสียงปรบมือโห่ร้องแสดงความชื่นชมจากผู้ฟังดังขึ้นอย่างสนั่นหวั่นไหว มีเพียง Beethoven ผู้น่าสงสารเพียงผู้เดียวเท่านั้นที่ยังอยู่ในความเงียบสงัดมิได้ยินเสียงเหล่านั้นเลยแม้แต่น้อย และยังคงยื่นนิ่งอย่างสงบอยู่บนแท่นผู้ควบคุมวงดนตรี เมื่อกระบวนที่ ๒ เริ่มขึ้นผู้ฟังต่างเงียบกริบเช่นที่ผ่านมาในกระบวนแรก และ ดนตรีได้ดำเนินไปจนกระทั่งจบเพลง ผู้ฟังยังคงอยู่ในอาการเงีบยสงบอยู่สักพักใหญ่ จึงได้ตะโกนโห่ร้องพร้อมทั้งปรบมืออย่างกึกก้องดังสั่นหวั่นไหวอยู่อย่างยาวนาน แต่สำหรับ Beethoven นั้นหาได้ยินเสียงที่แสดงออกถึงความชื่นชอบในบทเพลงของเขานั้นไม่เลยแม้เพียงน้อยนิด Beethoven ผู้กำกับวงยังคงยื่นนิ่งอยู่หน้าวงดนตรีและยังคงหันหลังให้กับผู้ที่มาชมการแสดงครั้งนี้อยู่อย่างสงบนิ่งตาก็ยังจ้องมองอยู่ที่ตัวโน๊ตตัวสุดท้ายที่บรรเลงจบไปเมื่อสักครู่ใหญ่ จนกระทั่งนักร้องหญิงผู้หนึ่งสังเกตุเห็นจึงได้เข้าไปหา Beethoven พร้อมกับให้ Beethoven หันหน้าไปทางผู้ชม จึงทำให้ Beethoven ได้สัมผัสกับความชื่นชมและยินดีในผลงานของเขาในครั้งนี้อย่างเต็มตา ทำให้ Beethoven ถึงกับตื้นตันจนน้ำตาไหลอาบแก้มทั้งสอง Beethoven โค้งศรีษะรับด้วยความปลาบปลื้มใจที่สุด และนี่คือการปรากฎตัวต่อสาธารณะชนเป็นครั้งสุดท้าย


en.wikipedia.org




Top
Webmaster (Pa)
Administrator
Rank: 9Rank: 9Rank: 9


UID 141
Digest Posts 0
Credits 0
Posts 373
Reading Access 200
Registered 3-12-2007
Location Bangkok
Status Offline
Post at 3-23-2008 17:34  Profile | Site | Blog | P.M. 

www.africawithin.com

QUOTE:
ในชีวิตอันแสนระทมขมขื่นของนักดนตรีผู้ยิ่งใหญ่ที่ชื่อ Ludwig Van Beethoven นี้ เขาได้ดำรงชีวิตที่ไร้คู่มาตลอดจนกระทั่งชีวิตหาไม่ ในความเป็นจริง Beethoven เองก็ได้เคยมีความรักหลายต่อหลายครั้ง แต่ละครั้งที่เขาเกิดความรัก Beethoven ก็ได้มีผลงานออกมาเพื่ออุทิศกับหญิงที่ตนรัก Beethoven เคยมีรักที่ฝังใจเขาอย่างมากครั้งหนึ่ง ซึ่งได้ปรากฏจากหลักฐานที่เป็นจดหมายที่ค้นพบในกองกระดาษที่เขาเขียนโน๊ตบนโต๊ะของเขานั่นเองหลังจากที่ Beethoven ได้จากโลกไปแล้วซึ่งนับว่าเป็นจดหมายรักที่ลือชื่อของเขา จดหมาฉบับดังกล่าวมีวื่อว่า Immortal Belove ซึ่งแปลได้ว่า รักฝังใจ ซึ่งเขาได้พรรณาถึงความรักของเขาที่มีต่อหญิงหนึ่งอย่างไม่มีวันลืม
ส่วนชีวิตในด้านครอบครัวของ Beethoven นั้น เขามักจะกล่าวอยู่เสมอว่า เป็นเสมือนหนึ่งครอบครัวที่แพแตก ทุกๆคนในครอบครัวทั้งพี่ทั้งน้องต่างคนต่างต้องดิ้นรนเอาตัวรอด Beethoven มีชีวินที่ลุ่มๆดอนๆมาอย่างนี้ตลอดชั่วชีวิต เขาเกิดในยุคของ เกอร์เต้ และวิลเลอร์ ซึ่งเป็นเพื่อนที่สนิทและนักปราชญ์นักกวีผู้ยิ่งใหญ่ Beethoven กับเกอเต้มีอายุที่ต่างกันถึง ๒๑ ปี Beethoven ได้ให้ความนับถือเพื่อนผู้พี่ผู้นี้อย่างมาก และเกอเต้เพียงคนเดียวเท่านั้นที่สามารถยับยั้งอารมณ์ร้ายของ Beethoven

  หลังจากที่แสดง Symphony No. 9 ผ่านไปราวๆ ๒ ปี คือใน ค.ศ. ๑๘๒๖ สุขภาพของ Beethoven ทรุดโทรมลงเรื่อยๆ หลานชายที่มาอยู่ด้วยก็จะกระทำอัตนิวิบาตกรรม แต่มีคนพบเห็นเสียก่อน จึงได้ถูกนำไปขึ้นศาลฐานพยายามฆ่าตัวตาย หลานชายได้รับสารภาพกับศาลว่าเขาได้ถูกลุงซึ่งก็คือ Beethoven บีบบังคับมากและไม่มีทางอื่นที่จะหนีความทนทุกข์ทรมานนี้ได้นอกเสียจากการฆ่าตัวตาย Beethoven จึงได้ส่งหลานชายไปอยู่กับ Johann น้องชายของ Beethoven อีกคนหนึ่ง ในขณะที่กลับจากนำหลานชายไปส่งให้น้องชาย Johann วันนั้นมีอากาศที่หนาวจัดมาก Beethoven นั่งรถฝ่าความหนาวกลับสู่เวียนนา และทำให้ Beethoven เป็นหวัดอย่างแรงและกลายเป็นนิวมิเนียในที่สุด พอหายจากนิวมอเนียก็เป็นโรคดีซ่่าน และโรคท้องมานติดตามมา Beethoven ต้องนอนซมซานเพราะโรคภัยเหล่านี้ด้วยความทนทุกข์ทรมานอยู่หลายเดือนจนหมอสุดความสามารถที่จะรักษา และในตอนบ่ายของวันที่ ๒๖ มีนาคม ๑๘๒๗ Beethoven ป่วยมากชนิดไม่ได้สติ อากาศก็กำลังปั่นป่วนพายุฝนโหมกระหน่ำอย่างหนัก มีลูกเห็บตกและฟ้าคะนองอย่างรุนแรง ฟ้าแลบแปลบปลาบอย่างน่ากลัวยิ่ง ในบัดดลนั้นเอง เสียงฟ้าคำรามลั่นเปรี้ยงกัมปนาทหวั่นไหวไปทั่ว ทำให้บ้านสั่นไปทั้งหลังแสงสว่างวาบจากสายฟ้าแลบได้พุ่งวูบเข้ามาจนถึงในห้องที่ Beethoven นอนหมดสติอยู่ ทำให้ Beethoven ลุกพรวดพราดขึ้นมานั่ง พร้อมกับยกมือข้างขวาไขว่คว้าไปมา แล้วก็ผงะหงายหลังลงกับพื้นเตียงสิ้นใจทันที วิญญาณของเขาได้ล่องลอยออกจากร่างไปพร้อมๆกับสายฟ้านั้น ในขณะที่มีอายุได้ ๕๗ ปี
Beethoven ได้จากโลกไปนานแสนนาน แต่บทเพลงอันเป็นอมตของเขายังคงดังกระหึ่มก้องกังวาลไปทั่วทุกมุมโลกอย่างไม่มีวันเสื่อมสูญไปเลย และแน่นอนว่า Beethoven ยังคงเป็นผู้ยิ่งใหญ่ของโลกดนตรีอยู่ตลอดคู่กับโลกใบนี้อย่างไม่มีวันสุดสิ้น

Beethoven ได้เขียน Violin Concerto in D Major Op. 61 ขึ้นในราวปี 1804-1807 เพื่อให้นักไวโอลิน Vienese และ Conductor แห่งโรงละครชื่อดังแห่งยุค Theater an der Wein เขาผู้นั้นคือ Franz Clement อายุเพียง 26 ปี Beethoven ได้เรียก Violin Concerto บทนีว่า Concerto per Clemenza pour Clement บทประพันธ์ดังกล่าว Clement มิได้ให้ความสนใจและยังกล่าวไว้อีกว่าประสพความสำเร็จได้ยาก ในคราวเปิดแสดงครั้งแรกนั้น โน๊ตเพลงยังเขียนได้ไม่เสร็จสมบูรณ์ ไม่ประติดประต่อในบางช่วงบางตอนจนสามารถกล่าวได้ว่า play some of it at sight แต่จากบทประพันธ์ที่ว่านี้ในภายหลังได้ถือเป็นแบบอย่างหรือแม่บทในการประพันธ์ดนตรีประเภท Concerto ต่อๆมา Classical pattern for all Concertos ซึ่งจะมีบท Orchestral Tutti เป็นบทนำมาก่อนที่จะมาถึงตัวเอกที่จะนำเสนอแนวทำนองที่แท้จริง และจากบทประพันธ์ที่ออกมายาวมากแทบเท่ากับบท Symphony ทำให้ Clement ได้นำเสนอเฉพาะ Movement แรก Allegro Ma non troppo แล้วก็หยุดพักครึ่งเวลาแรกหลังจากนั้นจึงนำเสนอใน Movement 2 Larghetto และ Movement 3 Rondo จนจบในครึ่งหลังของการแสดง และจากการกระทำดังกล่าวทำให้กลายมาเป็นธรรมเนียมถือปฏิบัติกันต่อๆมาหากมีการแสดง Violin Concerto ของ Beethoven จากการนำเสนอบทเพลงดังกล่าวจากการนำวงและการแสดงเดี่ยวไวโอลินจากฝีมือของ Clement แล้วก็เป็นอย่างที่ Clement ได้กล่าวไว้ หลังจากนั้นได้นำบท Concerto บทนี้ให้นักไวโอลินแนวหน้าที่เรียกตัวเองว่า Virtuoso นำเสนอต่อสาธารณะ ซึ่งนักไวโอลินมีชื่อเหล่านั้นอย่างเช่น Tomasini แสดงที่กรุง Berlin ในปี 1812, Baillot แสดงที่กรุง Paris ในปี 1828, Vieuxtemps แสดงที่กรุง Vienna ในปี 1833 และ Ulrich แสดงที่กรุง Leipzig ในปี 1826 แต่ก็ไม่ประสพผลสำเร็จมากนัก และในปี 1844 มีนักไวโอลินเด็กอายุเพียง 13 ปี ชื่อ Joseph Joachim ภายใต้การควบคุมวงของ Mendelssohn ในกรุง London ได้รับความสำเร็จอย่างดีเยียม และมีนักวิจารย์ดนตรีปากกล้าชาวเยอรมัน Dr. Wilhelm Altmann ได้กล่ววิจารย์เอาไว้ว่า Violin Concerto ของ Beethoven บทนี้ มิได้เขียนขึ้นมาไว้สำหรับนักไวโอลินหัวหงอกหัวเลาที่สำคัญตนว่าเป็นนักไวโอลินระดับ Virtuoso สักแต่เล่นไวโอลินเป็นเท่านั้นหากแต่ต้องมีความเข้าใจอันลึกซึ้งในการถ่ายทอดความรู้สึก เนื้อหาของบทเพลงไปยังผู้ฟังเป็นอย่างดีอีกด้วย ในครวนั้น Joseph Joachim ยังได้แสดงความสามาถเป็นพิเศษด้วยการแต่งเสริม Cadenza ออกมาได้อย่างสุดยอดอีกด้วย ภายหลังมีการแต่ง Cadenza จากฝีมือของ Fritz Kriesler อีกดวย จะอย่างไรก็ตาม บท Cadenza ของ Joseph Joachim ยังคงความนิยมเล่นจากบรรดานักไวโอลินรุ่นหลังๆอย่างมิเสื่อมคลาย สำหรับนักฟังที่ชื่นชอบผลงานของ Beethoven บทนี้ ไม่ควรพลาดที่จะฟังการเล่นไวโอลินอย่างนักไวโอลินผู้ยิ่งใหญ่อย่าง David Oistrakh หรือ อย่าง Isaac Stern ซึ่งนักไวโอลินทั้งสองท่านก็จากพวกเราไปแล้วเพียงแต่ยังทิ้งผลงานที่ได้มีการบันทึกไว้ให้พวกเราได้ชื่นชมกัน

ตอนแรกเราลังเลว่าจะcopyข้อมูลมาดีหรือเปล่า อย่างแรกคือละอายใจค่ะ ที่เจ้าของบทความอุตส่าห์พิมพ์แต่เราดันลอกมาทั้งดุ้น สองคือข้อมูลนั้นยาวมาก เกรงว่าถ้าไม่ย่อเพื่อนๆเห็นจะไม่อยากอ่านหรือเปล่า
พอดีเรามีหนังสือชีวประวัตินักดนตรีเอกของโลกค่ะ ตอนแรกเลยคิดจะทำข้อมูลเองโดยย่อเอาจากหนังสือ แต่พอย่อไปย่อมา ปรากฏว่ามันยาวไม่แพ้กันค่ะ ถ้าตัดบางส่วนที่ไม่สำคัญไป ข้อมูลอาจจะไม่น่าอ่านไปเลย เราเลยตัดสินใจคัดลอกมาค่ะ ต้องขอโทษด้วยนะคะ ^^ll

ถ้าเพื่อนๆสนใจศึกษาชีวประวัติเหล่านี้ เราขอแนะนำหนังสือเล่มนี้ค่ะ

'นักดนตรีเอกของโลก' ฉบับสมบูรณ์ โดย ทวี มุขธระโกษา สำนักพิมพ์ สถาพรบุ๊คส์ มี2เล่มค่ะ หนึ่งเล่มจะมีประวัตินักดนตรีประมาณ 20 ท่าน ซึ่งประวัติแต่ละท่านก็ละเอียดและน่าสนใจมาก
ราคาเล่มละ 380 บาท แต่เมื่อเทียบกับคุณภาพแล้ว ไม่แพงเลย เพราะมีทั้งข้อมูลที่ละเอียดชนิดหาในเน็ตเป็นภาษาไทยยังไงก็ไม่เจอละเอียดเท่านี้ ภาพเขียนของนักดนตรีแต่ละท่านในอริยาบทต่างๆ รายชื่อผลงานทั้งหมด รวมถึงลายเซ็นและภาพถ่ายของนักดนตรีบางท่านด้วย!

หาซื้อได้ที่ B2S ทุกสาขา(มั้ง) ตรงแผนกขายพวกหนังสือติว คู่มือประกอบการเรียนการสอนค่ะ แถวนั้นจะมีชั้นวางหนังสือประเภทประวัติบุคคลยู่ (เดินบ่อย)

...และแล้วก็กลายเป็นโฆษณาหนังสือเขาซะงั้นไป แต่ก็ภูมิใจนำเสนอจริงๆนะคะ !!




Top
moistndamp
Moderator
Rank: 7Rank: 7Rank: 7


UID 241
Digest Posts 0
Credits 0
Posts 93
Reading Access 100
Registered 4-25-2008
Status Offline
Post at 4-26-2008 00:07  Profile | Site | Blog | P.M. 
ข้อมูลแน่นมั่กๆ  ว่างแล้วจะตามกลับมาอ่านอีกทีเน้อ
ขอบคุณนะคะ ^^
Top
'Noei'dame (เนย)
Classical Music Listener



UID 246
Digest Posts 0
Credits 0
Posts 58
Reading Access 10
Registered 4-29-2008
Location นครสวรรค์
Status Offline
Post at 5-10-2008 14:01  Profile | Blog | P.M. 
บีโธเฟ่นเป็นอีกหนึ่งคีตกวีโปรดของเนยค่ะ (ตอนนี้ก็กำลังฟัง ซิมโฟนี่หมายเลข 7 ของท่านอยู่พอดี)
ขอบคุณที่นำประวัติท่านมาเผยแพร่บอกต่อนะคะ
Top
 

 



All times are GMT+8, the time now is 1-9-2009 16:03


Clear Cookies - Contact Us - Nodame Cantabile Club @ Thailand - Archiver - WAP