Thai Nodame Cantabile



 
Subject: Johann Sebastian Bach 1685-1750
Webmaster (Pa)
Administrator
Rank: 9Rank: 9Rank: 9


UID 141
Digest Posts 0
Credits 0
Posts 373
Reading Access 200
Registered 3-12-2007
Location Bangkok
Status Offline
Post at 4-30-2008 20:44  Profile | Site | Blog | P.M. 
Johann Sebastian Bach 1685-1750

ต่อจากชีวประวัติของโมสาร์ท และ เบโธเฟ่นแล้วถามว่าใครจะเป็นคนต่อไป ท่านแรกที่นึกถึงเลยคือ บาค ค่ะ
ใครที่ไม่ได้เล่นดนตรีหรือฟังเพลงคลาสสิกบ่อยๆ น่าจะได้ยินชื่อของคีตกวีท่านนี้บ่อยๆในโนดาเมะค่ะ

เรื่องราวชีวิตของบาคนั้นน่าสนใจมากๆ และก็ยาวมากๆด้วยเช่นกัน
เพื่อถนอมสายตา เราแนะนำให้printแล้วค่อยอ่านจะดีกว่าค่ะ

สำหรับบทความทั้งหมด เราได้คัดลอกมาจาก ชมรมคนรักไวโอลิน ค่ะ ขออนุญาติด้วยนะคะ
เรียกว่าเป็นชีวประวัติที่ละเอียดมากๆ (มากกว่าหนังสือรวมชีวประวัตินักดนตรีเอกของโลก ที่เรามีอีกค่ะ) ^^



เราว่าหลายคนคงคุ้นกับใบหน้าของบาคในวัยชราแล้วมากกว่า แต่ดูรูปนี้ก็แปลกไปอีกแบบนะคะ 55+

ขอขอบคุณ อ.สุวรรณ์ จาก ชมรมคนรักไวโอลิน

โจฮันน์ เซบัสเตียน บาค เกิดที่เซนาค เยอรมันนี วันที่ ๒๑ มีนาคม ค.ศ.๑๖๘๕ ถ้าพูดถึง The Big Three B's หรือ ๓ ปี ผู้ยิ่งใหญ่แล้ว บรรดานักังเพลงชั้นดีทั้งหลายจะรู้จักดีว่า ในจำนวนนี้ก็มีชื่อของบาค นักดนตรีและนักแต่เพลงผู้ยิ่งใหญ่ชาวเยอรมันรวมอยู่ด้วยเป็นอันดับแรก ชั่วชีวิตของบาคนั้นมีแต่ความอาภัพยากจนแสนเข็ญ เขาได้ยืนหยัดต่อสู้กับโชคชะตามาตั้งแต่ยังเล็ก ๆ โดยที่กำพร้าทั้งพ่อและแม่ขณะที่มีอายุยังไม่ถึง ๑๐ ขวบ
เมื่อเติบโดขึ้นเป็นนักแต่งเพลง เขาก็แต่งเพลงเอกเป็นจำนวนมากมาย แต่ในยุคของเขานั้นคนทั้งหลายไม่เห็นคุณค่าของเพลงเหล่านั้นเท่าใดนัก ชีวิตในบั้นปลายก็มีแต่ความทุกขเวทนาอย่างแสนสาหัส เพราะกลายเป็นนักคนตาบอดเสียอีก แต่ภายหลังจากที่เขาตายจากโลกไปแล้วประมาณ ๑๐๐ ปี คนทั้งหลายจึงได้รู้จักคุณค่างานของเขา และชื่อของเขาจึงขจรขจายไปทั่วโลกในฐานะนักแต่งเพลงชั้นเยี่ยม เพลงของเขาเป็นเพลงอมตอยู่ในโลกจนทุกวันนี้

โจฮันน์ เซบัสเตียน บาค (Johann Sebastian Bach) เกิดเมื่อวันที่ ๒๑ มีนาคม ค.ศ.๑๖๘๕ ณ เมืองไอเซนาค (Eisenach) ประเทศเยอรมันนี พ่อของเขาชื่อ Johann Ammbrosius Bach (ค.ศ.1645-1695) เป็นนักไวโอลินมือดี และมีอาชีพเป็นนักดนตรีประจำอยู่ที่เมืองไอเซนาค และแม่ชื่อ Elisabeth Lammerhirt Bach ตระกูลของบาคเป็นตระกูลใหญ่และเก่าแก่มาก ดำเนินอาชีพทางดนตรีสืบต่อกันมาเป็นเวลานานกว่าสองทศวรรษ แต่ผู้ที่มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดของตระกูลนี้ก็คือ โจฮันน์ เซบัสเตียน บาค บาคได้รับการศึกษาในชั้นต้นมาเป็นอย่างดีจากโรงเรียนประจำท้องถิ่นชื่อ ยิมเนเซียม (Gymnasium)
และในขณะเดียวกันนั้นก็ได้รับการฝึกสอนการเล่นไวโอลินร และไวโอล่า เป็นครั้งแรกจากพ่อ ต่อมาวันที่ ๓ พฤษภาคม ค.ศ.๑๖๙๔ ขณะนั้นบาคมีอายุได้ ๙ ขวบ แม่ก็มาถึงแก่กรรมโดยกระทันหัน ทำความสะเทือนใจและเศร้าสลดให้แก่หนูน้อยบาคเป็นอย่างมาก หลังจากแตยไปไม่นานนักพอถึงเดือนพฤศจิกายน ในปีเดียวกันนั้น พ่อของเขาก็ได้แต่งงานใหม่อีก ครั้งหนึ่ง ความโศกเศร้าอาดูรเพราะการสูญเสียแม่ไปเมื่อปีที่แล้วยังไม่ทันจะจางหายไปเลย
บาคก็ต้องมาสูญเสียพ่อบังเกิดเกล้าอันเป็นที่รักยิ่งของเขาอีกในวันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ ค.ศ.๑๖๙๕ นำความว้าเหว่และความโศกเศร้าเสียใยมาสู่เขาอย่างสุดที่จะประมาณได้ เพราะบาคมีอายุเพียง ๑๐ ขวบเท่านั้นต้องเป็นกำหร้าทั้งพ่อและแม่ ขาดร่มโพธิ์ร่มไทรชีวิตก็ลอยคว้างไปตามกระแสของโชคชะตา
เขาไม่รู้จะไปพึ่งใครมองเห็นอยู่ก็แต่พี่ชายคนโตที่ชื่อ โจฮันน์ คริสโตฟ (Johann Christoph) ซึ่งขณะนั้นทำงานเป็นนักออร์แกนประจำอยู่ที่โบสถ์ เซนต์ ไมเคิล (St.Michael) ในเมืองโอร์ตรุฟ (Ohrdruf) ซึ่งอยู่ห่างจากเมืองไอเซนาคประมาณ ๓๐ ไมล์ ด้วยความอุปการะของพี่ชาย บาคจึงได้เข้าเรียนต่อที่โรงเรียนในท้องถิ่นนั้น ขณะที่อยู่กับพี่ชายนั้นบาครู้สึกว่าตนมีโอกาสดีอย่างยิ่งเพราะที่บ้านนั้นมีเครื่องดนตรีอยู่เกือบทุกชนิด เขาจึงขอร้องให้พี่ชายฝึกสอนคลาเวียร์ให้เป็นครั้งแรก และต่อมาก็เรียนออร์แกนกับครูคนหนึ่งชื่อ Elias Herder

บาคเรียนดนตรีทั้งสองชนิดนี้ได้อย่างรวดเร็วมากจนเกือบจะทัดเทียมพี่ชาย จึงทำให้พี่ชายรู้สึกริษยาในความเป็นอัจฉริยะของเขา พี่ชายแสดงความไม่พอใจในตัวเขาออกมาอย่างชัดแจ้งเพราะกลัวว่าน้องชายจะเก่งเกินหน้าตัวไป จึงหาทางกีดกันโดยห้ามไม่ให้น้องชายเอาโน๊ตเพลงไปดู พี่ชายของเขามีโน๊ตเพลงออร์แกนของนักดนตรีชั้นเยี่ยม ๆ ของเยอรมันอยู่มากมาย แต่ก็เก็บใส่ตู้ลั่นกุญแจไว้อย่างแน่นหนา แต่เนื่องด้วยบาคมีความปรารถนาอย่างรุนแรงที่จะเล่นดนตรีจากโน๊ตชิ้นเยี่ยม ๆ พวกเน้นให้ได้ เขาจึงพยายามหาโอกาสแอบเอาโน๊ตที่พี่ชายซ่อนไว้ออกมาคัดลอกวันละเล็กน้อย เฉพาะในตอนกลางคืนเดือนหงายที่มีแสงจันทร์ส่องสว่างเท่านั้น เพราะเขาไม่มีตะเกียงหรือแม้แต่เทียนไขสักเล่มเดียว บาคใช้ความพยายามลอกโน๊ตเพลงเหล่านั้นอยู่ถึง ๖ เดือนจึงสำเร็จ นับว่าเป็นผู้มีความวิริยะอุตสาหอย่างสูง วันหนึ่งขณะที่หนูน้อยบาคกำลังเล่นคลาเวียร์ จากโน๊ตเพลงที่เขาลอกมาอย่างเพลิดเพลินอยู่นั้น โจฮันน์ คริสโตฟ พี่ชายได้มาพบเข้าก็ไม่พอใจและเดือดดาลมาก จึงคว้าเอาโน๊ตเพลงที่เขาพยายามลอกอยู่ตั้ง ๖ เดือน ด้วยความลำบากยากเย็นโยนเข้าเตาไฟอย่างไม่ปราณีแม้แต่น้อย บาคก็ได้แต่นั่งมองโน๊ตเพลงนั้นด้วยความขมขื่น และเสียดายเป็นอย่างยิ่ง แต่ก็ไม่สามารถจะช่วยอะไรได้

บาคนอกจากจะเล่นดนตรีได้เก่แล้ว เขายังมีน้ำเสียงไพเราะมาก พวกเด็ก ๆ นักร้องรุ่นเดียวกันสู้เขาไม่ได้ ขณะที่เขามีอายุ ๑๕ ปี พี่ชายของเขาเกิดขาดแคลนในเรื่องการเงิน ฐานะทางครอบครัวทรุดลงมาก เพราะรายได้ไม่สมดุลย์กับรายจ่าย จึงกระทบกระเทือนถึงการเรียนของบาคด้วย พี่ชายไม่อาจจะให้เขาเรียนเขาเรียนต่อได้ พอดีกับในระหว่างนั้นมีครูสอนดนตรีคนหนึ่งมาจากโบสถ์เซนต์ไมเคิล (St. Michael) แห่งเมือง Luneburg มาพบบาคเข้า และเห็นว่าเป็นเด็กที่มีน้ำเสียงไพเราะ และมีแววทางดนตรีอยู่มาก จึงออกป ากชักชวนบาคไปเป็นนักร้องหมู่ประจำโบสถ์ เซนต์ไมเคิล แห่ง Luneburg บาคได้ตัดสินใจที่จะออกไปเผชิญชีวิตด้วยตนเองตามลำพัง จึงรับปากกับครูคนนั้น ดังนั้นในปี ค.ศ.๑๗๐๐ บาคจึงได้เดินทางด้วยเท้าติดตามครูผู้นั้นไปเมือง Luneburg ซึ่งอยู่ห่างจากโอร์ตรุฟขึ้นไปทางเหนือประมาณ ๒๐๐ ไมล์ และได้เข้าเป็นนักร้องหมู่ประจำโบสถ์ เซนต์ไมเคิล ค.ศ.๑๗๐๑ บาคมีอายุ ๑๖ ปี เสียงที่เคยแหลมไพเราะกลับแตกห้าว ร้องเพลงไม่ได้ แต่ทำหน้าที่เป็นนักไวโอลินและไวโอล่าแทนการร้องเพลงและยังประจำอยู่ที่เซนต์ไมเคิลตามเดิม อยู่ที่นี่บาคได้เริ่มเรียนเทคนิคการเลนออร์แกน และหัดแต่งเพลง บาคได้ศึกษาอยู่ที่นี่เป็นเวลา ๓ ปี ได้มีโอกาสเห็นตัวอย่างการเล่นออร์แกนของ Georg Bohm นักแต่งเพลงและนักออรืแกนชั้นเยี่ยมแห่งโบสถ์ เซนต์จอนห์น (St. John's Church) ซึ่งเป็นผู้ที่บาคได้รับอิทธิพลการเล่นออร์แกนของเขาในตอนแรก ๆ




Top
Webmaster (Pa)
Administrator
Rank: 9Rank: 9Rank: 9


UID 141
Digest Posts 0
Credits 0
Posts 373
Reading Access 200
Registered 3-12-2007
Location Bangkok
Status Offline
Post at 4-30-2008 20:47  Profile | Site | Blog | P.M. 
ครั้งหนึ่งใน ค.ศ.๑๗๐๑ บาคได้ทราบข่าวว่าที่เมืองแฮมเบอร์ก (Hamburg) ซึ่งอยู่ไม่ไกลจาก Luneburg เท่าใดนัก มีนักเล่นออร์แกนที่มีชื่อเสียงมากคนหนึ่งชื่อ แจนอดัมส์ ไรน์เคน (Jan Adams Reinken ค.ศ. 1623-1722) ซึ่งขณะนั้นมีอายุ ๗๘ ปี กำลังเปิดการแสดงการเล่นออรืแกนอยู่ บาคจึงตัดสินใจว่าจะต้องไปฟังให้ได้ ดังนั้นพอถึงวันหยุดเรียน บาคจึงเดินทางไปสู่เมืองแฮมเบอร์กด้วยเท้าซึ่งมีระยะทางถึง ๓๐ ไมล์ เมื่อได้เห็นและฟังการเล่นออร์แกนของนักดนตรีผู้เฒ่าแล้ว บาคมีความพอใจเป็นอย่างยิ่ง ได้เดินทางมาฟังอีกหลายครั้ง แต่ละครั้งเดินทางด้วยเท้าทั้งนั้น ที่เขาต้องเดินทางด้วยเท้าไปไหนมาไหนนั้นก็เพราะเขาต้องเรประหยัดเงิน ซึ่งขณะนั้นเขายังอยู่ในระยะขัดสนเต็มที ค.ศ.๑๗๐๓ บาคมีอายุ ๑๘ ปี เขาได้ลาออกจากงานที่โบสถ์เซนต์ไมเคิลแห่ง Luneburg แล้วเดินทางไปเมืองไวมาร์ ไปสมัครเป็นนักไวโอลินและนักออร์แกนประจำวงดนตรีของท่านดยุค Johann Ernst ซี่งเป็นน้องของท่านดยุค Wilhelm Ernst เจ้าเมืองไวมาร์ ทำงานอยู่ที่นี่จนถึงเดือนสิงหาคมในปีเดียวกันนั่นเอง บาคก็ลาออกแล้วเดินทางไปยังเมืองอาร์นสตัดท์ (Arnstadt) ที่เมืองนี้มีโบสถ์พึ่งสร้าวเสร็จใหม่ ๆ แทนโบสถ์นสตัคท์ (Arnstadt) ที่เมืองนี้มีโบสถ์พึ่งสร้างเสร็จใหม่ ๆ แทนโบสถ์เก่าที่ถูกไฟไหม้ และกำลังต้องการนักออร์แกนอยู่ บาคจึงสมัครเป็นนักออร์แกนประจำโบสถ์แห่งนั้น ซึ่งมีชื่อว่า เซนต์โบนีเฟซ(St.Boniface) ขณะที่บาคทำงานอยู่ที่โบสถ์นี้ เขาไม่เคยจะลงกับใคร และยอมใครง่าย ๆ จึงทำให้เกิดขัดใจกับเจ้าหน้าที่ชั้นผู้ใหญ่ของโบสถ์อยู่บ่อย ๆ แต่ถึงอย่างไรก็ตามในปี ค.ศ.๑๗๐๔ บาคก็ได้แต่งเพลง Easter Contata ขึ้นจนเสร็จสมบูรณ์ มีครั้งหนึ่งในเดือนตุลาคม ค.ศ.๑๗๐๕ บาคได้ขอลาหยุดงานเป็นเวลา ๑ เดือน แล้วเดินทางไปยังเมืองลือเบค (Lubeck) เพื่อฟังการเล่นออร์แกนของนักออร์แกนผู้เชี่ยวชาญมากคนหนึ่งาชื่อ ดีตริค บุกซ์ เทฮูด (Dietrich Buxtehude) ซึ่งกำลังแสดงอยู่ที่เมืองนั้น เขามัวเพลิดเพลินอยู่กับการฟังเพลงเป็นเวลาเกือบ ๔ เดือน ลืมกำหนดการลาอย่างสนิท ดังนั้นเมื่อเขากลับมาในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ.๑๗๐๖ เขาจึ่งถูกต่อว่าอย่างรุนแรงจากผู้บังคับบัญชา ตลอดจนถูกสอบสวนและได้รับการตำหนิในข้อบกพร่องเกี่ยวกับเรื่องต่าง ๆ อีกหลายเรื่อง แต่บาคขอยอมรับผิดแต่เพียงเรื่องเดียว คือเรื่องไม่มาทำงานเมื่อครบกำหนดวันลาแล้วเท่านั้น เขายังคงทำงานที่นั่นต่อไปอีก และได้แต่งเพลงสำหรับเล่นกับออร์แกนขึ้นเพลงหนึ่ง ในระหว่างนี้บาคก็ได้รู้จักกับหญิงสาวสวยแปลกหน้าคนหนึ่งขื่อ มาเรีย บาร์บารา (Maria Barbara) เมื่อมาสืบสาวราวเรื่องกันดูเธอก็หาใช่ใครที่ไหน เป็นลูกพี่ลูกน้องสกุลบาคนั่นเอง พ่อของเธอคือโจฮันน์ ไมเคิล บาค (Johann Michael Bach) แห่งเมืองเกห์เรน (Gehren) นั่นเอง เธอได้เข้ามาสู่เมืองอาร์นสตัดท์หลังจากที่พ่อตายลง จึงได้พบกับบาคจนเกิดความพอใจสนิทสนมรักกันขึ้น และตกลงว่าจะแต่งงานกันถ้าหากไม่มีอุปสรรคอะไรมาขัดขวาง ต่อมาในเดือนธันวาคม ค.ศ.๑๗๐๖ โจฮันน์ ยอร์ซ อาห์บ(Johann Georg Ahle) ได้ถึงแก่กรรมลง ตำแหน่งนักออร์แกนประจำโบสถ์เซนต์ แบลลิอุส (St.Blasius) แห่งเมืองมีลเฮาเซน (Muhlhausen) จึงว่างลง พอบาคได้ทราบข่าวนี้เขาจึงอยากจะหางานใหม่ที่มั่นคง เพื่อจะได้ตั้งหลักฐานการแต่งงานเสียที ในที่สุดก็ลาออกจากที่ทำงานเก่า ไปทำงานตำแหน่งนักออร์แกนประจำโบสถ์เซนต์ แบลสิอุส แห่งเมืองมิลเฮาเซนดังที่ได้คิดไว้ และได้แต่งงานกับมาเรียบาร์บารา ในวันที่ ๑๗ ตุลาคม ค.ศ.๑๗๐๗ เจ้าสาวมีอายุแก่กว่าเจ้าบ่าว ๑ ปี คือ บาร์บารามีอายุ ๒๓ ปี ส่วนบาคนั้นขณะนี้มีอายุ ๒๓ ปี หลังจากที่ทำงานที่โบสถ์เซนต์ แบลสิอุส ได้เพียงปีเดียวก็ลาออกแล้วย้ายไปอยู่ที่ไวร์มา ในปี ค.ศ.๑๗๐๘ แล้วสมัครเป็นนักดนตรีในตำแหน่งนักออร์แกนประจำวงดนตรีของท่านยุค Wilhelm Ernst แห่ง Sachsen--Weimar พี่ชายของท่านดยุค Johann Ernst ที่เคยอุปถัมเขาเมื่อ ๕ ปีก่อน ซึ่งท่านก็ได้ถึงแก่มรณกรรมไปแล้วเมื่อปี ค.ศ.๑๗๐๗

บาคในตอนนี้ก็มีชื่อเสียงในการเล่นออร์แกนโด่งดังอยู่ไม่น้อยทั้งนี้ก็เพราะว่าเขาได้สังเกต และศึกษาวิธีการเล่น จากนักออร์แกนชั้นครูอย่างเอาใจจดใจจ่อนั่นเอง และในปี ค.ศ.๑๗๐๘ นี่เองบาคก็ให้กำเนิดลูกคนแรกเป็นหญิง

ค.ศ.๑๗๐๙ บาคเดินทางไปเยี่ยมเมืองมีลเฮาเซน เพื่อทำการติดตั้งออร์แกนใหม่ ได้แต่เพลงสำหรับออร์แกนชึ้นอีกหลายเพลง ค.ศ. ๑๗๑๐ บาคได้ให้กำเนิดบุตรชายชื่อ วิลเฮล์ม ฟรายต์มันน์ (Wilhelm Friedemann) ค.ศ.๑๗๑๓ เดินทางไปเมือง Halle เพื่อทดลองออร์แกนที่ติดตั้งใหม่ ค.ศ.๑๗๑๔ ให้กำเนิดแก่บุตรชายคนที่ ๒ ชื่อ คาร์ล ฟิลิป์ป เอมานูเอล (Carl Philipp Emanuel) ค.ศ.๑๗๑๕ ลูกชายคนที่ ๑ ชื่อโจฮันน์ กอทท์ฟรายด์ เบอร์นฮาร์ด (Johann Gottfried Beruhard) เกิด ค.ศ.๑๗๑๖ บาคได้แต่งเพลง Cantata ชื่อ Was mir behagt ได้นำออกแสดงเพื่อฉลองรับวันเกิดของดยุค แห่ง Saxe--Weissenfels และได้นำออกแสดงในงานเปิดออร์แกนใหม่ที่ฮัลเล (Halle) ด้วย บาคทำงานอยู่ที่ไวมาร์เป็นเวบา ๙ ปี เริ่มต้นด้วยการทำงานเป็นคนเล่นออร์แกนธรรมดา แล้วก็ได้เลื่อนตำแหน่งขึ้นเป็นนายวงดนตรี (Konzertmeister) ในปี ๑๗๑๔ ต่อมาเดือนธันวาคม ค.ศ.๑๗๑๖ โจฮันน์ ซามูเอล เดรซี (Johann Samuel Drese) ผู้อ่านวยการดนตร (Kapellmeister) คนเก่าได้ถึงแก่กรรมลง บาคคิดว่าตำแหน่งผู้อำนวยการดนตรีคงจะเป็นของเขาแน่ แต่ก็ไม่เป็นไปดังคาดหมายไว้ เมื่อผิดหวังในตำแหน่งนี้บาคจึงตกลงใจที่จะไปเป็นผู้อำนวยการดนตรีให้แก่ราชสำนักของเจ้าชายเลโอโปลด์ แห่งอันฮาลท์ คูเธน (Prince Leopold of Anhalt-Cothen) ตามที่เจ้าชายได้ทาบทามมา ในปี ค.ศ.๑๗๑๗ ก่อนที่บาคจะเดินทางไปรับตำแหน่งใหม่นั้นได้มีการท้าแข่งขันการเล่นออร์แกนระหว่างบาคเองกับหลุยส์ มาร์ซองด์ (Louis Marchand 1669-1732)นักออร์แกนที่มีชื่อชาวผรั่งเศส ซึ่งถูกเนรเทศมาอยู่ที่เดรสเดนในปี ค.ศ.๑๗๑๗ แต่เมื่อใกล้จะถึงกำหนดเวลาการแช่งขันซึ่งมีการตระเตรียมกัยไว้เรียบร้อยแล้วหลุยส์ มาร์ซองด์ก็ไม่ได้มาแข่งขันตามสัญญา บาคจึงเดินทางต่อไปยังเมืองไลฟ์ซิกเพื่อทดลองออร์แกนใหม่ พอกลับมายังไวมาร์ในเดือนพฤศจิกายน ในปีเดียวกันก็ถูกควบคุมตัวฐษนรับงานไว้สองแห่งในเวลาเดียวกัน แต่พอถึงวันที่ ๑๐ ธันวาคม ก็ถูกปล่อยตัวเป็นอิสระ บาคจึงนำครอบครัวซึ่งมีภรรยาและลูก ๔ คน เดินทางไปรับตำแหน่งใหม่ที่คูเธน




Top
Webmaster (Pa)
Administrator
Rank: 9Rank: 9Rank: 9


UID 141
Digest Posts 0
Credits 0
Posts 373
Reading Access 200
Registered 3-12-2007
Location Bangkok
Status Offline
Post at 4-30-2008 20:48  Profile | Site | Blog | P.M. 
ที่ราชสำนักของเจ้าชายเลโอโปลด์ Bach ได้รับตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการดนตรีซึ่งวงดนตรีที่เขาควบคุมมีนักดนตรี 18 คน และที่นี่เองเขาได้แต่งเพลง Cantata ขึ้นหลายบท ปี 1717 Bach เดินทางไปกรุง London เพื่อหาโอกาสได้พบกับ Handel แต่ก็ไม่ได้พบ จากนั้นก็เดินทางกลับสู่ประเทศเยอรมันนี และแวะเยี่ยมเมืองไอเชนบาคซึ่งเป็นบ้านเกินของเขา และได้เริ่มงาน คลาเวียร์และแชมเบอร์มิวสิค
ปี 1720 Bach ได้ติดตามเจ้าชายเลโอโปลด์ไปยังเมืองคาร์ลสบาค และเมื่อเดินทางกลับมายังคูเธนก็ทราบว่าภรรยาได้เสียชีวิตแล้ว ในขณะที่ตนเองทำหน้าที่ติดตามเจ้าชายเลโอโปลด์อยู่ Bach โศกเศร้ามากกับการจากไปของภรรยา และต้องรับภาระเลี้ยงดูลูกๆต่อไปตามลำพังด้วยความลำบากยิ่ง

ชีวิตของ Bach นั้นได้ระเหเร่ร่อนไปเรื่อยๆตามความพอใจที่ไหนพอใจก็อยู่นานหน่อย ถ้าไม่ถูกใจก็ต้องจรต่อไป ชีวินขึ้นๆลงๆตามโชคชะตา ขณะที่มาอยู่กับเจ้าชายเลโอโปลด์นั้นเขารู้สึกว่าได้รับความสะดวกสบายมากกว่าแห่งอื่นๆ ขณะนั้นเจ้าชายเลโอโปลด์มีพระชนม์เพียง 25 พรรษา Bach ได้สอนดนตรีให้แก่เจ้าชายตามที่เจ้าชายต้องการจึงได้รับการนับถือเป็นพิเศษ แต่ถึงกระนั้นก็ตาม Bach ก็อยู่กับเจ้าชายได้ไม่นานเมื่อเจ้าชายได้แต่งงานแล้ว ชายาของพระองค์ก็กลายเป็นเจ้าหญิงแห่งวังอันฮาลท์ เบอร์นเบอร์ก (Lady of the house of Anhalt-Bernburg) เจ้าหญิงไม่ชอบดนตรี และแสดงความไม่พอใจบาคอย่างออกนอกหน้า บาคจึงคิดไปหางานที่ใหม่ เขาจึงติดต่อไปยังโบสถ์เซนต์จาคอบ (St. Jacob) ที่เมืองแฮมเบอร์ก เพื่อจะไปเป็นนักออร์แกนที่นั่น แต่แล้วก็ต้องพลาดหวังเพราะทางโบสถ์เซนต์ จาคอบ บอกปฏิเสธมา เขาจุงจำใจอยู่กับเจ้าชายต่อไปอึก ค.ศ.๑๗๒๑ แต่งเพลงคอนเซอร์โตขึ้น ๖ เพลง ส่งไปให้ The Makgrave of Brandenburg ดังนั้น เพลงทั้ง ๖ นี้จึงมีชื่อว่า \\" Brandenburg Concertos\\" นอกจากนั้นยังมีเพลงประเภท Suites (หรือ Overtures) อีกหลายเพลงรวมทั้งเพลงไวโอลินคอนเชอร์โต (Violin Concertos) และเพลงโซนาตา (Sonatas) อีกหลางเพลง และมีเพลงสำหรับคลาเวียร์หลายเพลงซึ่งก็แต่งในระยะนี้ รวมทั้งท่อนแรกของเพลง Welltempered Clavrier เพลง the English และ French Suites, the Chromatic Fantasia และ Fugue, มีเพลง Little Preludes อีกหลายเพลง บาคได้เขียนแนวทางสำหรับการศึกษาทางดนตรี (educationalpieces) ไว้หลายเรื่อง ซึ่งมี Inventions และ the Little Notebook of Anna Magdalena สำหรับให้พวกลูก ๆ ได้ศึกษา บาคได้เขียนแบบฝึกหัดเพลงต่าง ๆ เพื่อสอนดนตรีให้แก่ลูกชายคนที่ชื่อ Wilhelm Friedmann หลายเพลง หลังจากที่ภรรยาคนแรกของบาคตายไปประมาณ ๑ ปี บาคก็ได้พบรักใหม่อีกครั้งหนึ่งกับ แอนนา แมกดาเลนา วิเคน (Anna Magdalena Wilcken) และได้แต่งงานกันเมื่อเดือนธันวาคม ค.ศ.๑๗๒๑ แอนนามีอายุ ๒๐ ปี เป็นลูกสาวของ Court-Trumpeter wilcken บาคขณะนั้นมีอายุ ๓๖ ปี เมื่อแต่งงานกันแล้วบาคได้สอนคลาเวียร์ให้แก่แอนนา จนเธอสามารถเล่นได้เป็นอย่างดี แอนนามีส่วนช่วยเหลือเขามาก หล่อนร้องเพลงก็เป็นเล่นดนตรีก็ได้ บางครั้งก็ช่วยลอกโน๊ตเพลงที่เขาได้แต่งไว้ได้อย่างเรียบร้อย ต่อมาเดือนมิถุนายน ค.ศ.๑๗๒๒ คูห์เนา (Kuhnau) หัวหน้านักร้อง (Cantor) ประจำโบสถ์เซนต์โธมัส (St. Thomas) ได้ถึงแก่กรรม ตำแหน่ง Cantor จึงว่างลง มีนักดนตรีที่มีชื่อมาสมัครหลายต่อหลายคนในจำนวนก็มีบาครวมอยู่ด้วย ในระหว่างที่บาคเดินทางมาไลพ์เพื่อสมัครงานที่นี่ เขาได้เปิดการแสดงเพลงแคนตาต้าชื่อ Jesus nahm zu sich die Zwolfe จากนั้นก็กลับไปยังคูเธนอีกเพื่อรอฟังผลการสมัครงาน ในขณะที่รอฟังอยู่นั้นบาคได้แต่งเพลง Claviebuchlein อุทิศให้แก่แอนนาแมกดาเลนา วิลเดน ภรรยาของเขา และได้แต่งเพลงตอนที่ ๑ ของ Das Wholtemperierta Clavier เสร็จลงในปีนี้ ในที่สุดคณะกรรมการก็ตัดสินเลือกเอาโจฮันน์ เซบัสเตียนบาคเข้ารับตำแหน่ง cantor ของโบสถ์เซนต์โธมัสสิบต่อไป ในปี ค.ศ. ๑๗๒๓ เมื่อบาคได้รับข่าวนี้แน่นอนแล้ว เขาจึงได้ลาออกจากราชสำนักของเจ้าชายเลโอโปลด์ เดินทางมาสู่ไลฟ์ซิก แต่ก่อนที่จะเข้ารับตตำแหน่งใหม่นี้เขาได้แต่งเพลง St. John Passion เพื่อเป็นการพิสูจน์อีกครั้งหนึ่ง หลังจากนั้นในวันที่ ๑๙ เมษายน ค.ศ. ๑๗๒๓ บาคก็ได้เข้ารับตำแหน่ง Cantor ประจำโบสถ์เซนต์โธมันอย่างถาวร เขาทำหน้าที่หลายอย่าง เป็นต้นว่า จะต้องเล่นออร์แกน สอนดนตรี ฝึกหัดนักร้องแล้วก็แต่งเพลงให้แก่โบสถ์ ในขณะเดียวกันบาคจะต้องไปให้คำแนะนำเกี่ยวกับดนตรีให้แนกดนตรีของโบสถ์ใหญ่อีกแห่งหนึ่งคือ St. Nicholas ตลอดจนช่วยตรวจตราเครื่องออร์แกน และช่วยสอนภาษาลาตินให้ด้วย บาคได้แต่งเพลง cantatas อีกหลายเพลงใน ค.ศ.๑๗๒๕ และในจำนวนนั้นมีเพลงหนึ่งชื่อ Notenbuch ได้อุทิศให้แก่แอนนามักดาเลนา ปี ต่อมา ค.ศ.๑๗๒๖ บาคได้เริ่มลงมือแต่งเพลงประเภท Partitus ซึ่งมีทั้งหมด ๖ ตอน แต่ปีนี้เขาแต่งเสร็จเพียงตอนที่ ๑ เท่านั้น ( ตอนที่ ๒-๓ แต่งเสร็จใน ค.ศ.๑๗๒๗ ตอนที่ ๔ เสร็จใน ค.ศ.๑๗๒๘ ตอนที่ ๕-๖ ซึ่งเป็นตอนจบเสร็จใน ค.ศ. ๑๗๓๐)

บาคได้เดินทางไปเมืองแฮมเบอร์ก (Hamburg) ในปี ค.ศ.๑๗๒๗ เพื่อร่วมพิธีฝังศพของ Electress of Saxony และเขาได้เป็นคนร้องเพลง (Ode) ในพิธีนั้นด้วย ในปีนี้บาคได้แต่งเพลง Cantatas ขึ้นอีกเป็นจำนวนมาก บาคต้องทำงานต่าง ๆ ทางด้านดนตรีและควบควมนักร้องทั้งอำนวยการสอนดนตรีสารพัด ให้แก่โรงเรียนและโบสถ์เซนต์โธมัส แต่บาคได้รับค่าจ้างน้อยไม่สมดุลย์กับที่ทำเลย การคร่ำเคร่งกับการงานมากเกินไป ทำให้บาคไม่ค่อยจะมีเวลาเอาใจใส่กับครอบครัวมากนักแต่ถึงอย่างไรก็ตามครอบครัวของเขาก็เป็นครอบครัวที่มีความสุขพอสมควารแก่อัตภาพ จากบันทึกส่วนตัวของบาค ๒-๓ ฉบับ เขาได้บรรยายเกี่ยวกับครอบครัวของเขาว่า "ลูก ๆ ที่เกิดจากภรรยาคนที่ ๒ ของเขายังเล็กอยู่ คนโตเป็นชายพึ่งมีอายุเพียง ๖ ขวบเท่านั้น แต่ทุกคนก็มีหัวทางดนตรี ครอบครัวของเขาเป็นวงดนตรีย่อย ๆ วงหนึ่ง สามารถเล่นดนตรีและร้องเพลงเข้ากันได้เป็นอย่างดี เพราะภรรยาคนใหม่ของเขาคนนี้ก็สามารถร้องเสียงโซปราโนได้ดีพอควร ส่วนบุตรสาวคนโตก็เข้าร่วมวงร้องเพลงด้วย เสียงของเธอก็ไม่เลวเลย




Top
Webmaster (Pa)
Administrator
Rank: 9Rank: 9Rank: 9


UID 141
Digest Posts 0
Credits 0
Posts 373
Reading Access 200
Registered 3-12-2007
Location Bangkok
Status Offline
Post at 4-30-2008 20:49  Profile | Site | Blog | P.M. 
งานของบาคชื่อ " Riddle canon" ได้รับการตีพิมพ์จำหน่ายในปี ค.ศ. ๑๗๒๘ โดยเพื่อนของเขาคนหนึ่งซึ่งเป็นนักแต่งเพลงที่มีชื่อเสียงชาวเยอรมันเช่นเดียวกับเขาชื่อ Georg Philipp Telemann (ค.ศ. 1681-1767) ได้เป็นผู้รวบรวมงานของเขาไว้ แล้วจัดการพิมพ์ขึ้นให้ชื่อเรื่องนี้ใหม่ว่า " Der getreue Music Meister" ในปีเดียวกันนี้บาคก็ได้นำเพลง St. Matthew Passion ออกแสดงเป็นครั้งแรกเนื่องในวัน Good Friday ตรงกับวันที่ ๑๕ เมษายน ขณะที่บาคทำการสอนนักร้องหมู่ในโบสถ์นั้น เขาก็ได้พยายามปฏิรูปแบบอย่างการร้องเพลงในโบสถ์เสียใหม่ ตามวิธีการที่เขาเห็นว่าเป็นแบบอย่างที่ดี แต่แล้วบาคก็ถูกต่อว่าจากเจ้าหน้าที่ชั้นสูงของโบสถ์ซึ่งไม่ชอบในวิธีการของเขา และได้ใช้อำนาจบีบบังคับให้เขาแก้ไขการสอนดนตรีของเขาอีกด้วย แต่บาคไม่ยอมปฏิบัติตามและได้ทะเลาะกับอธิการของโรงเรียนอย่างรุนแรง เหตูการณ์ตรึงเครียดดำเนินอยู่หลายปี บาคจึงตัดสินใจเข้าหาพระอธิการผู้ใหญ่ ที่เป็นประธานสภาการปกครองของท้องถิ่นนั้นเพื่อขอความเป็นธรรม แต่ก็ได้ไม่เป็นที่พอใจของเขาเขาจึงไปพบกับเจ้าเมือง ในที่สุดเจ้าเมืองก็ไกล่เกลี่ยปราณีปรานอมให้เข้าใจกันได้ จากนั้นก็ได้นำเพลง St. Passion ออกแสดงในวัน Good Friday ปี ค.ศ.๑๗๓๑ อีก แล้วก็เดินทางไปเยี่ยมเมือง เดรสเดน และที่นั่นก็ได้รู้จักกับ Johann Adolph Hasse (ค.ศ.1699-1788) นักแต่งบทละครที่มีชื่อเสียงชาวเยอรมันและ Faustina Bordoni ( ค.ศ.1693-1783) นักร้องเสียง Mezzo-soprano ผู้ที่มีชื่อเสียงในวงการละครของอิตาเลียน ซึ่งเป็นภรรยาของ Hasse นั่นเองและในปีเดียวกันนี้เองตอนที่ ๑ ของเพลง Clavierubung ได้ตีพิมพ์ออกจำหน่าย ค.ศ.๑๗๓๒ บาคก็ได้ให้กำเนิดแก่บุตรชายคนที่ชื่อ โจฮันน์ คริสโตฟ เฟรดริค และได้นำเพลงแคนต้าชื่อ Froher Tag ออกแสดงในงานพิธีเปิดตึกใหม่ของโรงเรียน Thomas School จากนั้นบาคก็เดินทางไปเยี่ยมเมือง Cassel เพื่อทดลองออร์แกนใหม่ที่นั่น ค.ศ.๑๗๓๓ บาคเดินทางไปเยี่ยมเมืองเดรสเดน และได้มอบของกำนัลให้แก่เจ้าเมืองด้วยเพลง Kyrie and Gloria of B Minor Mass ต่อมา ค.ศ.๑๗๓๔ เขาก็ได้นำเพลง Christmas Oratorio ออกแสดงเป็นครั้งแรก ค.ศ.๑๗๓๕ บาคมีอายุ ๕๐ ปีพอดี และได้ให้กำเนิดบุตรชายคนหนึ่งชื่อ โจฮันน์ คริสเตียน ( Johann Christian) เขาได้จัดพิมพ์ตอนที่ ๒ ของเพลง Clavierubung ประกอบด้วย Italian Concerto และ B Minor Partita ( "Overture in the French Style") ในปีนี้บาคได้แต่งเพลงแคนตาขึ้นประมาณ ๓๐ เพลง และหันมาแต่งเพลงสำหรับเล่นออร์แกนอีก ๓ ปีต่อมา คาร์ลฟิลิปป์ เอมานูเอล บาค (Carl Philipp Emanuel Bach) ลูกชายคนที่ ๒ ของบาค ซึ่งขณะนี้อายุ ๒๔ ปี มีความสามารถทางดนตรีเจริญรอยตามพ่อ ได้เดินทางไปรับราชการในตำแหน่งทางดนตรีที่ราชสำนัก ของพระเจ้าเฟรเดริคมหาราชแห่งปรัสเซีย (Frederick the Grent of Prussia) ที่ปอตสตาม (Potsdam) ต่อมาอีก ๑ ปี คือ ค.ศ.๑๗๓๙ บาคได้สูญเสียลูกชายคนที่ ๓ ที่ชื่อ โจฮันน์ กอทท์ฟรายด์ เบอร์นฮาร์ด บาค (Johann Gottfried Bernhard Bach) ที่เจนา (Jena) บาคเสียใจมาก และในปีเดียวกันนี้ ตอนที่ ๓ ของเพลง Clavierubung ก็ได้ตีพิมพ์เผยแพร่ ในระหว่างปี ค.ศ.๑๗๔๐-๑๗๔๑ นั้น นัยน์ตาของบาคเริ่มพร่ามัวลงมาก และมีความลำบากลำบนเกี่ยวกับเรื่องสายตาอยู่มากทีเดียวแต่ถึงกระนั้นก็ดีบาคก็ยังอุส่าห์แต่งเพลงต่อไปอย่างไม่อยุดยั้ง ค.ศ.๑๗๔๒ ตอนที่ ๔ ของเพลง Clavierubung ได้จัดพิมพ์ขึ้นเผยแพร่ และอีก ๒ ปีต่อมาบาคก็แต่งเพลงตอนที่ ๒ ของเพลง Das Wohltemperierte Clavier สำเร็จลง ค.ศ. ๑๗๔๗ บาคกับลูกชายคนโตที่ชื่อ วิลเฮล์ม ฟรายด์มันน์ (Wilhelm Friedemann) เดินทางไปเยี่ยมปอดสตาม (Potsdam) เพื่อร่วมในการแต่งงานของคาร์ลฟิลิปป์ เอมานูเอล ลูกชายคนที่สองที่กำลังมีชื่อเสียงอยู่ ณราชสำนักพระเจ้าเฟรเดริคมหาราช (Frederick the Great) พระมหากษัตริย์ผู้มีความสนพระทัยในดนตรีอย่างมาก และที่ทรงโปรดมากที่สุดคือการทรงเป่าขลุ่ย ( Flute) พระองค์ได้ทรงศึกษาดนตรี และทรงตั้งพระทัยว่าวันหนึ่งข้างหน้าพระองค์จะเป็นนักดนตรีที่มีชื่อเสียงให้ได้ เย็นวันหนึ่ง ขณะที่พระองค์กำลังทรงขลุ่ย ร่วมกับนักดนตรีของพระองค์ซึ่งมี คาร์ล ฟิลิปป์ เอมานูเอล บาค รวมอยู่ด้วย พอพระองค์ ทรงทราบว่าข่าวว่า โจฮันน์ เซบัสเตียน บาค ได้เดินทางมาเยี่ยมบุตรชาย พระองค์ทรงตื่นเต้นมากและทรงออกมาต้อนรับบาคด้วยพระองค์เอง เมื่อพบบาคถึงกับร้องอุทานออกมาด้วยความยินดีว่า "Old Bach is here!" (บาคผู้เฒ่ามาที่นี่!) แล้วพระองค์ก็อวดเครื่องดนตรีอันหรูหราแก่นักดนตรีผู้เฒ่า และเชิญบาคเล่นเปียโนหลังใหม่ให้พระองค์ฟัง จากนั้นพระองค์ก็ทรงเอาต้นฉบับโน๊ตเพลงที่พระองค์ทรงพระราชนิพนธ์ไว้ ซึ่งมีอยู่ไม่มากนักมาให้บาคดู เพื่อจะให้เขาช่วยตรวจแก้ไขให้ เช้าวันรุ่งขึ้นบาคก็แก้ไขเสร็จเรียบร้อยแล้วก็นำมาเล่นให้พระองค์ฟัง พระเจ้าเฟรเดริคทรงประทับนิ่งเพลงนั้นด้วยความพอพระทัยในความสามารถของเขาเป็นอย่างมาก และตรัสชมเชยบาคอยู่เป็นเวลานาน เหตุการ์ครั้งนี้ดูเหมือนจะเป็นครั้งแรกที่บาคมีความภูมิใจมากเป็นพิเศษ และจำอยู่ในความทรงจำของเขาอย่างไม่มีวันลืมเลือนเพราะผู้สนใจและพอใจผลงานของเขานั้น เป็นพระมหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ที่มีนามว่า "พระเจ้าเฟรเดริคมหาราช" ที่คนทั้งหลายทั่วโลกรู้จักดี

เมื่อบาคกลับมาถึงเมืองไลพ์ซิกแล้ว เขาก็ได้ลงมือแต่งเพลงขึ้นอีกเพลงหนึ่งอย่างเต็มความสามารถ ตามแนวของพระเจ้าเฟรเดริค เพลงนั้นชื่อ "Musikalisches Opfer" (Musical Offering) เมื่อแต่งเสร็จเรียบร้อยแล้ว เขาก็อุทิศงานชิ้นนี้ให้แก่พระเจ้าเฟรเดริคมหาราช และส่งไปถวายแก่พระองค์ด้วย ค.ศ.๑๗๔๘ บาคได้เริ่มแต่งเพลงใหม่อีกคือเพลง Die Kunst der Fuge (The Art of Fugue) และปีต่อมาคือ ค.ศ.๑๗๔๙ บาคมีอายุได้ ๖๔ ปี สุขภาพเสื่อมโทรมมาก นัยน์ตาที่เคยพร่ามัวอยู่นั้นบัดนี้ก็เริ่มบอดจริง ๆ บาคไม่สามารถจะมองเห็นอะไรในโลกต่อไปอีกแล้ว เขากลายเป็นคนพิการทุพลภาพทำงานไม่ได้




Top
Webmaster (Pa)
Administrator
Rank: 9Rank: 9Rank: 9


UID 141
Digest Posts 0
Credits 0
Posts 373
Reading Access 200
Registered 3-12-2007
Location Bangkok
Status Offline
Post at 4-30-2008 20:49  Profile | Site | Blog | P.M. 
คณะกรรมการของโบสถ์เซนต์โธมัสที่เขาทำงานอยู่ ก็ลงมติให้ปลดบาคออกจากงาน และในปีเดียวกันี้เองลูกสาวของเขาที่ชื่อ เอลิซาเบธ (Elisabeth) ก็ได้แต่งงานกับโจฮ้นน์ คริสโตฟ อัลท์นีโคล (Johann Christoph Altnikol ค.ศ.1719-1759) นักออร์แกนแห่งเมือง Naumburg ซึ่งเป็นลูกศิษย์ของบาคนั่นเอง เนื่องากทนทุกข์ทรมาน จากการเจ็บปวดลูกนัยน์ตาอย่างแสนสาหัสนี้เอง ทำให้เขาซูบผอมและอาการป่วยได้ทรุดหนักลงไปเรื่อย ๆ แต่ถึงกระนั้นก็ตามบาคก็ยังคงเป็นห่วงงานที่เขาแต่งค้างเอาไว้ จึงได้พยายามที่จะแต่งต่อให้เสร็จ จึงได้ให้ Altnikol ลูกเขยของเขาจดโน๊ตเพลงไปตามคำบอกได้แก่เพลง Wenn wir in hochsten Nothen sind (When We are in Deepest Need) และ Vor deinen Thron tret ich allhier (Before Toy Throne I come) บาคตาบอดสนิทเมื่ออายุ ๖๕ ปี คือใน ค.ศ.๑๗๕๐ แต่เขาก็ยังมีความหวังอยู่ว่าถ้าหากทำการรักษาโดยวิธีศัลยกรรมทางตาและอาจหายได้ จึงได้จัดการให้นายแพทย์จอห์น เทย์เลอร์ (John Taylor) ผู้เชี่ยวชาญทางผ่าตัดลูกตา (Surgeon-Oculist) ชาวอังกฤษทำการผ่าตัดให้และผ่าตัดอยู่หลายหน ก็ไม่ประสพผลสำเร็จแต่ประการใดนัยน์ตาของเชายิ่งมืดมิดมากกว่าเดิมเสียอีก เป็นอันว่าหมดหวังโดยสิ้นเชิง หลังจากได้ทำการผ่าตัดไม่กี่วัน อาการป่วยของบาคดูเหมือนจะเพียบหนักลงทุกที ดังนั้นพอถึงตอนค่ำของวันที่ ๒๘ กรกฎาคม ค.ศ.๑๗๕๐ โจฮันน์ เซบัสเตียน บาค ก็สิ้นใจท่ามกลางความอาลัยของบรรดาลูก ๆ และภรรยา ลูกศิษย์ตลอดจนมิตรสหาย ศพของเขาได้ทำพิธีฝังไว้ใกล้ ๆ กับโบสถ์เซนต์จอนห์น เมืองไลพ์ซิก (Graveyard of St. John's Church in Leipzig) โจฮันน์ เซบัสเตียนบาค เป็นนักดนตรีและคีตกวีที่เคราะห์ร้ายมีชีวิตที่อาภัพมาตลอดชีวิต มหาชนในสมัยนั้นไม่ยอมรับนับถือในความเป็นอัจฉริยทางการแต่งเพลงของเขาเลย ผลงานของเขาซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมากนั้นถูกทอดทิ้งโดยไม่มีใครเหลียวแล สูญหายไปก็มาก จึงเป็นสิ่งที่น่าเสียดาย และน่าเศร้ามากสำหรับโลกของดนตรี คนส่วนมากในขณะนั้นรู้จักบาค แต่เพียงเขาเป็นนักออร์แกนมือดีคนหนึ่งเท่านั้น งานของบาตที่สร้างขึ้นมาในระยะนั้น มันไม่ค่อยถูกกับสมัยนิยม เพราะในขณะนั้นอิทธิพลเพลงและดนตรีแบบใหม่ ๆ ทำนองเพราะ ๆ ที่มีการประสานเสียงแบบ Homophony กำลังเข้าสู่จิตใจประชาชนชายเยอรมันแทนเพลงแบบ Polyphony งานของบาคจึงไม่ได้รับการต้อนรับเท่าใดนัก แถมยังถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นวานที่ชักช้ายืดยาดเกินไป แม้แต่โจฮันน์ คริสเตียน บาค ลูกชายของเขาเองก็ยังกล่าวว่า " งานของพ่อนั้นเป็นแบบเก่า ๆ ล้าสมัยและยือยาดมาก" .

คนที่สนใจงานบาคก็มีอยู่เหมือนกันแต่จำนวนน้อย และโดยมากก็เป็นลูกศิษย์ลูกหาของเขาเท่านั้น เป็นต้นว่า โจฮันน์ ฟิลิปป์ เคิร์น เบอร์เกอร์ ( Johann Philipy Kirnberger) ลูกศิษย์คนหนึ่งของบาคเป็นผู้ที่เคารพนับถือและยกย่องในผลงานของบาคมาก ถึงกับทำรูปของบาคขึ้นไว้บูชา วันหนึ่งหลังจากที่บาคตายไปแล้ว ๓ ปี มีพ่อค้าคนหนึ่งแห่งเมือวไลพ์ซิกค้นเคยกับเคิร์นเบอร์เกอร์ดี ได้มาเยี่ยมเขาที่บ้านและคุยกันไปอย่างสนุกสนาน พ่อค้าคนนั้นมองเห็นรูปของบาคแขวนอยู่ในที่นั้นก็กล่าวคำสบประมาทบาคขึ้นทันที เคิร์นเบอร์เกอร์โกรธมากถึงกับลงไม้ลงมือตบตีกันทีเดียว แล้วก็ไล่ตะเพิดพ่อค้าผู้นั้นออกบ้านไปแทนไม่ทัน ครั้งหนึ่งโมสาร์ทนักดนตรีเอกของโลก ซึ่งขณะนั้นกำบังเล็กอยู่ได้เดินทางมาเที่ยวที่เมืองไลท์พ์ซิก ได้ยินเสียงเพลงเด็ก ๆ กำลังร้องกันอยู่ในโบสถ์ของโรงเรียนเซนต์โธมัส เพลงนั้นเป็นเพลงของบาคโมสาร์ทถึงกับหยุดฟังเพลงนั้นจนจบ และอุทานออกมาว่า "ช่างไพเราะ ดื่มด่ำเหลือเกิน" เมื่อบาคยังมีชีวิตอยู่นั้น เขาไม่เคยแสดงความน้อยเนื้อต่ำใจกับโชคชะตาของเขาเลย คงตั้งหน้าตั้งตาตามแต่งเพลงออกมาไม่หยุดหย่อน จึงปรากฏว่าระหย่างที่เขาทำงานอยู่ที่โบสถืเซต์โธมัสนั้น เพลงที่เขาผลิตออกมานี้มีจำนวนถึง ๒๖๕ เพลง (ซึ่งทั้งหมดในชีวิตของเขามีถึง ๒๙๕ เพลง แต่เท่าที่ยังเหลืออยู่มีเพียง ๒๐๒ เพลงเท่านั้น) เพลงส่วนมากเป็นเพลงหนักไปในทางศาสนาประเภท Church cantatas ซึ่งในจำนวนนี้ก็มีเพลง Sacular cantatas, Six great motets. five masses รวมทั้ง B Minor four Passion รวมทั้ง St. Matthew. Christmas Oratorio, the Easter Oratorio และ Ascension Oratorio (Cantata No.11, Lobet Gott in seinen Reichen) the Italian Concerto. the "Goldherg" Variations, และตอนที่ ๒ ของ the "Fortye-eight." นอกจากนั้นยังมีเพลงสำหรับคลาเวียร์และออร์แกนอีกเป็นจำนวนมาก บาคเป็นนักเล่นออร์แกนแลเคลาเวียร์ โดยการใช้หัวแม่มือและนิ้วก้อยเพิ่มเข้าไปอีกด้วย ซึ่งน้บว่าเป็นคนแรก เพราะก่อนหน้านี้ยังไม่มีใครเคยทำกันมาก่อนเลย ซึ่งนับว่าเป็นประโยชน์ในการเล่นคลาเวียร์ในสมัยต่อมาเป็นอย่างมาก บาคเป็นคนชอบสันโดษรักลูกรักเมียมาก มีชีวิตอย่างเงียบ ๆ หาความสุขอยู่กับการเล่นหัวกับลูก ๆ ด้วยการเล่านิ่ทานให้ลูกฟังบ้าง สอนหนังสือให้บ้าง และก็นับว่าสำคัญก็คือถ่ายทอดการเล่นดนตรีให้แก่ลูก ๆ และบรรดาลูก ๆ ของเขาก็เป็นผู้ที่มีพรสวรรค์ทางดนตรีเกือบทุกคน เวลาร่วมงานกันเล่นดนตรีแล้ว ก็นับว่าเป็นวงดนตรีครอบครัวที่ใหญ่พอควร เพราะบาคมีลูกทั้งหมด ๒๐ คน (จากภรรยาเก่า ๗ คน ภรรยาใหม่ ๑๓ คน ลูกสาว ๙ คน ลูกชาย ๑๑ คน ) บาคผู้พ่อเป็นหัวหน้าวง วงดนตรีของครอบครัวนี้ได้ผลิตนักดนตรีที่มีชื่อเสียงให้แก่โลกหลายคน เป็นต้นว่า คาร์ล ฟิลิปป์ เอมานูเอล และ โจฮันน์ คริสเตียนบาค ดังได้กล่าวมาแล้ว เมื่อบาคตายไปแล้ว โลกก้พากันลืมเขาและงานของเขาเสียสิ้นเชิง ต่อมาอีกเป็นเวลานานจนกระทั่งถึง ค.ศ.๑๗๙๒ จึงมีนักเปียโนหนุ่มคนหนึ่งชื่อลุดวิก ฟาน เบโธเฟน ได้นำเพลงชื่อ Well Tempered Clavier ของบาค (ซึ่งขณะนั้นมีคนรู้จักเพลงนี้น้อยมาก) ออกแสดงที่กรุงเวียนนา ได้สร้างความตื่นเต้นแก่ผู้ฟังที่เวียนนาเป็นอย่างมากหลังจากนั้นงานของบาคก็เงียบหายไปอีกเป็นเวบานาน จึงมีนักดนตรีและนักแต่งเพลงรุ่นใหม่อีกคนหนึ่งชื่อ เฟลิกช์ เมนเดลโซห์น (Felix Mendelssohn) ได้นำเพลง St. Matthew Passion ของบาคออกแสดงที่เบอร์ลินในปี ค.ศ.๑๘๒๙ เพลงนี้บาคได้นำออกแสดงเป็นครั้งแรกที่โบสถ์เซนต์โธมัส เมืองไลพ์ซิกเมื่อ ๑๐๐ กว่าปีมาแล้ว หลังจากที่เมเดลโซห์นได้นำเพลงนี้ออกเผยแพร่ ชื่อเสียงของบาคจึงได้แพร่กระจายไปทั่วโลก และโลกได้เริ่มรู้จักคุณค่างานของเขาขึ้นมาบ้างแล้ว เพราะต่อมาใน ค.ศ.๑๘๕๐ ซึ่งเป็นเวลาที่บาคได้ตายไปแล้วครบ ๑๐๐ ปีพอดี จึงได้มีการฟื้นฟูและยกย่องผลงานของบาคขึ้นมา สมาคมทางดนตรีหลายแห่ง ได้จัดพิมพ์ผลงานของบาคเท่าที่ค้นหามาได้ออกเผยแพร่ เพราะขณะที่เขายังมีชีวิตอยู่นั้นงานของเขาได้ตีพิมพ์เผยแพร่น้อยมาก การค้นคว้ารวบรวมต้นฉบับงานทั้งหมดของบาคนั้นทำได้ยากมาก เพราะเป็นเวลบาห่างกันถึง ๑ๆๆ กว่าปีที่เขาผลิตงานเหล่านั้นขึ้นและงานเหล่านั้นก็ไม่มีใครสนใจเก็บมันไว้เท่าใดนัก สมาคมจึงใช้เวลาเสาะแสวงหารวบรวมงานของเขาอยู่ถึง ๔๙ ปี จึงได้มามากพอสมควรแต่ที่หาไม่ได้เพราะสูญหายไปก็เป็นจำนวนไม่น้อย เมื่อ ค.ศ. ๑๙๕๐ ที่เมืองปราเดส์ใกล้ ๆ เขตแดนผรั่งเศสต่อกับสเปญ ได้มีการจัดงานที่ระลักวันครบรอบปีที่ ๒๐๐ แห่ง การตายของบาคขึ้น โดยพาโบล คาชาลส์ (Pablo Casals ค.ศ.1876-)นักเชลโลเอกของโลกชาวสเปญ เป็นผู้จัดขึ้นร่วมกับนักดนตรีที่มีชื่อเสียงอื่น ๆ อีกหลายคน การจัดงานที่ระลึกครบ ๒๐๐ ปี แห่งการตามของบาคครั้งนี้ส่วนมากก็เล่นเพลงของบาคนั่นเอง เพลงเมื่อ ๒ ศตวรรษล่วงมาแล้วก็คืนชีพขึ้นมาอีก จึงเป็นอันพิสูจน์ได้ว่าถึงบาคจะได้ตายไปจากโลกไปนายแล้วงานของเขาก็ยังคงเป็นสิ่งอมตอยู่ในโลกตลอดไป




Top
'Noei'dame (เนย)
Classical Music Listener



UID 246
Digest Posts 0
Credits 0
Posts 58
Reading Access 10
Registered 4-29-2008
Location นครสวรรค์
Status Offline
Post at 5-10-2008 13:49  Profile | Blog | P.M. 
ขอบคุณมากๆเลยค่ะ ที่นำประวัติของบาคมาให้อ่านกัน

คนที่เรียนดนตรีอยู่ คงคุ้นเคยกับชื่อของท่านกันเป็นอย่างดีนะคะ หรือถ้าอ่านโนดาเมะอยู่ก็คงคุ้นเช่นกัน (แบบที่คุณภาบอก)
Top
Pui_Gorota
Moderator
Rank: 7Rank: 7Rank: 7



UID 249
Digest Posts 0
Credits 0
Posts 43
Reading Access 100
Registered 4-30-2008
Status Offline
Post at 5-12-2008 09:43  Profile | Blog | P.M. 
ขอบคุณสำหรับชีวประวัติของบาคนะคะ
Top
 

 



All times are GMT+8, the time now is 1-9-2009 08:59


Clear Cookies - Contact Us - Nodame Cantabile Club @ Thailand - Archiver - WAP