ต่อจากชีวประวัติของโมสาร์ท และ เบโธเฟ่นแล้วถามว่าใครจะเป็นคนต่อไป ท่านแรกที่นึกถึงเลยคือ บาค ค่ะ
ใครที่ไม่ได้เล่นดนตรีหรือฟังเพลงคลาสสิกบ่อยๆ น่าจะได้ยินชื่อของคีตกวีท่านนี้บ่อยๆในโนดาเมะค่ะ
เรื่องราวชีวิตของบาคนั้นน่าสนใจมากๆ และก็ยาวมากๆด้วยเช่นกัน
เพื่อถนอมสายตา เราแนะนำให้printแล้วค่อยอ่านจะดีกว่าค่ะ
สำหรับบทความทั้งหมด เราได้คัดลอกมาจาก ชมรมคนรักไวโอลิน ค่ะ ขออนุญาติด้วยนะคะ
เรียกว่าเป็นชีวประวัติที่ละเอียดมากๆ (มากกว่าหนังสือรวมชีวประวัตินักดนตรีเอกของโลก ที่เรามีอีกค่ะ) ^^
เราว่าหลายคนคงคุ้นกับใบหน้าของบาคในวัยชราแล้วมากกว่า แต่ดูรูปนี้ก็แปลกไปอีกแบบนะคะ 55+
ขอขอบคุณ อ.สุวรรณ์ จาก ชมรมคนรักไวโอลิน
โจฮันน์ เซบัสเตียน บาค เกิดที่เซนาค เยอรมันนี วันที่ ๒๑ มีนาคม ค.ศ.๑๖๘๕ ถ้าพูดถึง The Big Three B's หรือ ๓ ปี ผู้ยิ่งใหญ่แล้ว บรรดานักังเพลงชั้นดีทั้งหลายจะรู้จักดีว่า ในจำนวนนี้ก็มีชื่อของบาค นักดนตรีและนักแต่เพลงผู้ยิ่งใหญ่ชาวเยอรมันรวมอยู่ด้วยเป็นอันดับแรก ชั่วชีวิตของบาคนั้นมีแต่ความอาภัพยากจนแสนเข็ญ เขาได้ยืนหยัดต่อสู้กับโชคชะตามาตั้งแต่ยังเล็ก ๆ โดยที่กำพร้าทั้งพ่อและแม่ขณะที่มีอายุยังไม่ถึง ๑๐ ขวบ
เมื่อเติบโดขึ้นเป็นนักแต่งเพลง เขาก็แต่งเพลงเอกเป็นจำนวนมากมาย แต่ในยุคของเขานั้นคนทั้งหลายไม่เห็นคุณค่าของเพลงเหล่านั้นเท่าใดนัก ชีวิตในบั้นปลายก็มีแต่ความทุกขเวทนาอย่างแสนสาหัส เพราะกลายเป็นนักคนตาบอดเสียอีก แต่ภายหลังจากที่เขาตายจากโลกไปแล้วประมาณ ๑๐๐ ปี คนทั้งหลายจึงได้รู้จักคุณค่างานของเขา และชื่อของเขาจึงขจรขจายไปทั่วโลกในฐานะนักแต่งเพลงชั้นเยี่ยม เพลงของเขาเป็นเพลงอมตอยู่ในโลกจนทุกวันนี้
โจฮันน์ เซบัสเตียน บาค (Johann Sebastian Bach) เกิดเมื่อวันที่ ๒๑ มีนาคม ค.ศ.๑๖๘๕ ณ เมืองไอเซนาค (Eisenach) ประเทศเยอรมันนี พ่อของเขาชื่อ Johann Ammbrosius Bach (ค.ศ.1645-1695) เป็นนักไวโอลินมือดี และมีอาชีพเป็นนักดนตรีประจำอยู่ที่เมืองไอเซนาค และแม่ชื่อ Elisabeth Lammerhirt Bach ตระกูลของบาคเป็นตระกูลใหญ่และเก่าแก่มาก ดำเนินอาชีพทางดนตรีสืบต่อกันมาเป็นเวลานานกว่าสองทศวรรษ แต่ผู้ที่มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดของตระกูลนี้ก็คือ โจฮันน์ เซบัสเตียน บาค บาคได้รับการศึกษาในชั้นต้นมาเป็นอย่างดีจากโรงเรียนประจำท้องถิ่นชื่อ ยิมเนเซียม (Gymnasium)
และในขณะเดียวกันนั้นก็ได้รับการฝึกสอนการเล่นไวโอลินร และไวโอล่า เป็นครั้งแรกจากพ่อ ต่อมาวันที่ ๓ พฤษภาคม ค.ศ.๑๖๙๔ ขณะนั้นบาคมีอายุได้ ๙ ขวบ แม่ก็มาถึงแก่กรรมโดยกระทันหัน ทำความสะเทือนใจและเศร้าสลดให้แก่หนูน้อยบาคเป็นอย่างมาก หลังจากแตยไปไม่นานนักพอถึงเดือนพฤศจิกายน ในปีเดียวกันนั้น พ่อของเขาก็ได้แต่งงานใหม่อีก ครั้งหนึ่ง ความโศกเศร้าอาดูรเพราะการสูญเสียแม่ไปเมื่อปีที่แล้วยังไม่ทันจะจางหายไปเลย
บาคก็ต้องมาสูญเสียพ่อบังเกิดเกล้าอันเป็นที่รักยิ่งของเขาอีกในวันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ ค.ศ.๑๖๙๕ นำความว้าเหว่และความโศกเศร้าเสียใยมาสู่เขาอย่างสุดที่จะประมาณได้ เพราะบาคมีอายุเพียง ๑๐ ขวบเท่านั้นต้องเป็นกำหร้าทั้งพ่อและแม่ ขาดร่มโพธิ์ร่มไทรชีวิตก็ลอยคว้างไปตามกระแสของโชคชะตา
เขาไม่รู้จะไปพึ่งใครมองเห็นอยู่ก็แต่พี่ชายคนโตที่ชื่อ โจฮันน์ คริสโตฟ (Johann Christoph) ซึ่งขณะนั้นทำงานเป็นนักออร์แกนประจำอยู่ที่โบสถ์ เซนต์ ไมเคิล (St.Michael) ในเมืองโอร์ตรุฟ (Ohrdruf) ซึ่งอยู่ห่างจากเมืองไอเซนาคประมาณ ๓๐ ไมล์ ด้วยความอุปการะของพี่ชาย บาคจึงได้เข้าเรียนต่อที่โรงเรียนในท้องถิ่นนั้น ขณะที่อยู่กับพี่ชายนั้นบาครู้สึกว่าตนมีโอกาสดีอย่างยิ่งเพราะที่บ้านนั้นมีเครื่องดนตรีอยู่เกือบทุกชนิด เขาจึงขอร้องให้พี่ชายฝึกสอนคลาเวียร์ให้เป็นครั้งแรก และต่อมาก็เรียนออร์แกนกับครูคนหนึ่งชื่อ Elias Herder
บาคเรียนดนตรีทั้งสองชนิดนี้ได้อย่างรวดเร็วมากจนเกือบจะทัดเทียมพี่ชาย จึงทำให้พี่ชายรู้สึกริษยาในความเป็นอัจฉริยะของเขา พี่ชายแสดงความไม่พอใจในตัวเขาออกมาอย่างชัดแจ้งเพราะกลัวว่าน้องชายจะเก่งเกินหน้าตัวไป จึงหาทางกีดกันโดยห้ามไม่ให้น้องชายเอาโน๊ตเพลงไปดู พี่ชายของเขามีโน๊ตเพลงออร์แกนของนักดนตรีชั้นเยี่ยม ๆ ของเยอรมันอยู่มากมาย แต่ก็เก็บใส่ตู้ลั่นกุญแจไว้อย่างแน่นหนา แต่เนื่องด้วยบาคมีความปรารถนาอย่างรุนแรงที่จะเล่นดนตรีจากโน๊ตชิ้นเยี่ยม ๆ พวกเน้นให้ได้ เขาจึงพยายามหาโอกาสแอบเอาโน๊ตที่พี่ชายซ่อนไว้ออกมาคัดลอกวันละเล็กน้อย เฉพาะในตอนกลางคืนเดือนหงายที่มีแสงจันทร์ส่องสว่างเท่านั้น เพราะเขาไม่มีตะเกียงหรือแม้แต่เทียนไขสักเล่มเดียว บาคใช้ความพยายามลอกโน๊ตเพลงเหล่านั้นอยู่ถึง ๖ เดือนจึงสำเร็จ นับว่าเป็นผู้มีความวิริยะอุตสาหอย่างสูง วันหนึ่งขณะที่หนูน้อยบาคกำลังเล่นคลาเวียร์ จากโน๊ตเพลงที่เขาลอกมาอย่างเพลิดเพลินอยู่นั้น โจฮันน์ คริสโตฟ พี่ชายได้มาพบเข้าก็ไม่พอใจและเดือดดาลมาก จึงคว้าเอาโน๊ตเพลงที่เขาพยายามลอกอยู่ตั้ง ๖ เดือน ด้วยความลำบากยากเย็นโยนเข้าเตาไฟอย่างไม่ปราณีแม้แต่น้อย บาคก็ได้แต่นั่งมองโน๊ตเพลงนั้นด้วยความขมขื่น และเสียดายเป็นอย่างยิ่ง แต่ก็ไม่สามารถจะช่วยอะไรได้
บาคนอกจากจะเล่นดนตรีได้เก่แล้ว เขายังมีน้ำเสียงไพเราะมาก พวกเด็ก ๆ นักร้องรุ่นเดียวกันสู้เขาไม่ได้ ขณะที่เขามีอายุ ๑๕ ปี พี่ชายของเขาเกิดขาดแคลนในเรื่องการเงิน ฐานะทางครอบครัวทรุดลงมาก เพราะรายได้ไม่สมดุลย์กับรายจ่าย จึงกระทบกระเทือนถึงการเรียนของบาคด้วย พี่ชายไม่อาจจะให้เขาเรียนเขาเรียนต่อได้ พอดีกับในระหว่างนั้นมีครูสอนดนตรีคนหนึ่งมาจากโบสถ์เซนต์ไมเคิล (St. Michael) แห่งเมือง Luneburg มาพบบาคเข้า และเห็นว่าเป็นเด็กที่มีน้ำเสียงไพเราะ และมีแววทางดนตรีอยู่มาก จึงออกป ากชักชวนบาคไปเป็นนักร้องหมู่ประจำโบสถ์ เซนต์ไมเคิล แห่ง Luneburg บาคได้ตัดสินใจที่จะออกไปเผชิญชีวิตด้วยตนเองตามลำพัง จึงรับปากกับครูคนนั้น ดังนั้นในปี ค.ศ.๑๗๐๐ บาคจึงได้เดินทางด้วยเท้าติดตามครูผู้นั้นไปเมือง Luneburg ซึ่งอยู่ห่างจากโอร์ตรุฟขึ้นไปทางเหนือประมาณ ๒๐๐ ไมล์ และได้เข้าเป็นนักร้องหมู่ประจำโบสถ์ เซนต์ไมเคิล ค.ศ.๑๗๐๑ บาคมีอายุ ๑๖ ปี เสียงที่เคยแหลมไพเราะกลับแตกห้าว ร้องเพลงไม่ได้ แต่ทำหน้าที่เป็นนักไวโอลินและไวโอล่าแทนการร้องเพลงและยังประจำอยู่ที่เซนต์ไมเคิลตามเดิม อยู่ที่นี่บาคได้เริ่มเรียนเทคนิคการเลนออร์แกน และหัดแต่งเพลง บาคได้ศึกษาอยู่ที่นี่เป็นเวลา ๓ ปี ได้มีโอกาสเห็นตัวอย่างการเล่นออร์แกนของ Georg Bohm นักแต่งเพลงและนักออรืแกนชั้นเยี่ยมแห่งโบสถ์ เซนต์จอนห์น (St. John's Church) ซึ่งเป็นผู้ที่บาคได้รับอิทธิพลการเล่นออร์แกนของเขาในตอนแรก ๆ