|
ในปี ค.ศ. ๑๘๗๔ เพลง Symphony in E Flat ของดโวรชาคได้รับรางวัลจาก Austrian State Music Committee ซึ่งมี Brahms และ Hanslick เป็นกรรมการตัดสินและชี้ขาด และในปีนี้ดโวรชาคยังได้แต่ง Symphony และ Comic opera ขึ้นอีกเป็นเรื่องที่ ๒ ชื่อ The Pig--headed (บางทีก็เรียกว่า Blockheads) เป็นอุปรากรองค์เดียวจบ และเป็นอุปรากรองค์เดียวจบ และเป้นเพลงแรกที่แต่งแตกต่างไปจากแบบของวากเนอร์ ค.ศ.๑๘๗๕ เขาได้แต่ง Symphony in F นับเป็นเพลงที่ ๓ Op. ๗๖ ได้อุทิศให้ปก่ Hans Von Bulow นักเปียโนชาวเยอรมันที่มีชื่อเสียงโด่งดัง แบะได้แต่ง Tragic ppera ชื่อ Vanda เป็นอุปรากร ๕ องค์จบนอกจากนั้นยังได้แต่งเพลง Piano Trio in G minor และ Stabat Mater ขณะที่ได้รับความกระทบกระเทือนจิตใจอย่างหนัก และลูกสาวคนเล็กของเขาได้ถึงแก่กรรมลงอย่างกระทันหัน จึงทไห้เขาไม่มีกระจิตกระใจที่จัดการอย่างหนึ่งอย่างใดกับเพลง ๒ เพลงนั้น (ได้ทำการรวบรวมอีกครั้งเมื่อ ค.ศ. ๑๘๗๗)
ต่อมาในปี ค.ศ.๑๘๗๖ ดโวชาคก็ได้แต่งเพลง Moravian Dues (ไม่ใช่ Folksongs แต่เป็น Spirit ของ Folksong) เมื่อ Brahms ผู้เคยเสนอให้เขาได้รับรางวัลคราวก่อนได้เห็นโน๊ตเพลงนี้แล้วก็ได้ให้ความสนับสนุนดโวรชาคอีกครั้งหนึ่ง ด้วยการเสนองานชิ้นนี้ให้ Simrock เจ้าของสำนักพิมพ์นำต้นฉบับไปจัดการพิมพ์ และใช้ชื่อว่า Strains from Moravia Op. 32 ค.ศ.๑๘๗๘ เขาได้แต่ง Slavonic Rhapsodies และ Slavonic Dances เพลงแรกนี้สำหรับวงออร์เคสตราส่วนเพลงหลังสำหรับ Pianoforte Duet ดโวรชาคได้รับเงินค่าลิขสิทธิ์การพิมพ์เพลงนี้จาก Simrock เจ้าของสำนักพิมพ์เป็นเงินถึง ๓๐๐ มาร์ค ดโวรชาค ได้ปรากฏตัวต่อประชาชนในกรุงปร๊าคเป็นครั้งแรกตอนที่ไปเป็นผู้กำกับวงคอนเสิร์ทที่เล่นเพลงของเขา ประชาชนพากันโห่ร้องต้อนรับเขาอย่างกึกก้อง และในระยะนี้เขาได้นำผลงานใหม่ ๆ ของเขาออกแสดงหลายครั้ง แต่งเพลงขึ้นอีกหลายเพลงเช่น Violin Concerto และเพลง Silhouetters Op. 8 สำหรับเปียโน นอกจากนี้ยังมีเพลง Gipsy และ Violin Sonata ค.ศ.๑๘๘๐ ได้แต่งเพลง Symphony in D อันเป็นงานชิ้นใหม่ได้อุทิศให้แก่ Hans Richter ผู้ให้ความสนับสนุนและช่วยเหลือเขา ต่อมา ค.ศ.๑๘๘๑ ดโวรชาคก็ได้แต่งอุปรากรเรื่อง Dimitrij ๔ องค์จบ อุปรากรเรื่องนี้เป็นอุปรากรของดโวรชาคแล้วจะต้องใช้ดนตรีวงมหึมาบรรเลงประกอบจึงจะสมบูรณ์ แต่ด้วยอาศัยแบบอย่างของวากเนอร์จึงทำให้ดโวรชาคดัดแปลงให้เหมาะสมกับเป็นละครดนตรี (Music drama) ค.ศ.๑๘๘๓ ได้แต่งเพลง Hossite Overture และ Symphony in D Minor ในปีนี้เองทางประเทศอังกฤษได้นำเพลง Stabat Mater ของเขาออกแสดง และปรากฏว่าเป็นที่นิยมของประชาชนมาก ดังนั้นในปีต่อมาคือ ค.ศ.๑๘๘๔ ทางอังกฤษจึงได้เชิญดโวรชาคไปเป็นผู้กำกับวงคอนเสิร์ทที่เล่นเพลงของเขาเอง โดยได้เปิดการแสดงที่ Albert Hall นครลอนดอน เมื่อวันที่ ๑๓ มีนาคม ค.ศ.๑๘๘๔ ดโวรชาคได้รับความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ เพราะประชาชนขอร้องให้เขานำออกแสดงอีกเป็นครั้งที่ ๒ รวมทั้ง ๒ ครั้งมีคนเข้าฟังถึง ๑๒,๐๐๐ คน ทำรายได้ให้ดโวรชาคไม่น้อย จากนั้นชื่อเสียงของเขาก็เป็นที่รู้จักกันกว้างขวางออกไปอย่างรวดเร็ว จากโบอีเมียไปสู่เยอรมันนี ออสเตรีย อังกฤษ และเกือบทั้วยุโรป ข้ามไปถึงอเมริกาดินแดนแห่งโลกใหม่วงดนตรีทั้งในอุโรปและอเมริกาต่างก็พากันนิยมเล่นเพลงของเขาโดยทั่วกัน
ดโวรชาคก็ไป ๆ มา ๆ ระหว่างโบฮีเมียกับอังกฤษ เพื่อการท่องเที่ยวและแสดงดนตรี (ไปอังกฤษรวมทั้งหมด ๙ ครั้ง) และใน ค.ศ.๑๘๙๑ ดโวรชาคก็เดินทางไปประเทศอังกฤษอีก อยู่ที่นั่นก็ได้แต่งเพลงสำหรับร้องขึ้นได้แก่ Spectre's Bride (Svatebni kosile) และยังมี St. Ludmila และ Symphony in D Minor วงการทั่วไปในอังกฤษได้ยกย่องดโวรชาคมาก และทางมหาวิทยาลัยเคมบริคจ์ (Cambridge University) ได้ให้เกียรติสูงสุดโดยได้มอบปริญญาดุษฏีบัณฑิตกิติมศักดิ์ ทางดนตรี (Doctor of Music) ให้แก่เขาเมื่อวันที่ ๑๖ มิถุนายน ค.ศ.๑๘๙๑ ในระหว่าง ๒-๓ ปีที่ผ่านมา ดโวรชาคได้ผลิตงานชิ้นเยี่ยม ๆ ออกมาหลายเพลงเช่นเพลง Mass, Piano Quintet, Pianoforte quartet, Symphony in D Minor วงการทั่วไปในอังกฤษได้ยกย่องดโวรชาคมาก และทางมหาวิทยาลัยเคมบริคจ์ (Cambridge University) ได้ให้เกียรติสูงสุดโดยมอบปริญญาดุษฎีบันฑิตกิติมศักดิ์ทางดนตรี (Doctor of Music) ให้แก่เขาเมื่อวันที่ ๑๖ มิถุนายน ค.ศ.๑๘๙๑ ในระหว่าง ๒-๓ ปีที่ผ่านมา ดโวรชาคได้ผลิตงานชิ้นเยี่ยม ๆ ออกมาหลายเพลงเช่นเพลง Mass, Piano Quintet, Pianoforte quartet, Symphony in G. The Requiem และอุปรากรเรื่อง The Jacobin (๓องก์จบ) เป็นอุปรากรที่กล่าวถึงความเป็นอยู่ภายในปราสาทโบฮีเมีย และหมู่บ้าน milieu และยังมีเพลง Pianoforte trio ชื่อ Damka, และเพลง Overture พอกลับจากประเทศอังกฤษใน ค.ศ.๑๘๙๑ ดโวรชาคก็ได้รับตำแหน่งศาสตราจารย์สอนการแต่งเพลงที่ Prague Conservatory และที่กรุงปร๊าค เขามีความตั้งใจว่าจะใช้เวลาพักผ่อนอยู่กับครอบครัว ซึ่งขณะนี้เขามีลูก ๆ ที่เหลืออยู่ทั้งหมด ๖ คน ซึ่งแต่ละคนก็เป็นหนุ่มเป็นสาวกันแล้วทั้งนั้น ครอบครัวของเขาเช่าห้องอยู่ Apartment ถึง ๓ ห้องเพราะเป็นครอบครัวที่นับว่าใหญ่พอควร นอกจากนั้นยังมีบ้านอยู่ชานเมืองอีกแห่งหนึ่ง เขาซื้อไว้เมื่อคราวกลับจากการแสดงคอนเสิร์ทที่อังกฤษเมื่อ ค.ศ.๑๘๘๔ เป็นบ้านหลังขนาดพองามอยู่ในบริเวณที่ดินติดกับบริเวณบ้านของน้องเขยของเขาเอง ที่ดินและบ้านที่ว่านี้อยู่ในตำบล Vysoka ภาคใต้ของโบฮีเมีย อยู่ใกล้ ๆ กับภูเขาที่มีการทำเหมืองแร่ และใกล้ ๆ แถบป่าของโบฮีเมียน (Bohemian Forest) จึงเป็นที่ที่มีทัศนียภาพของขุนเขาลำเนาไพรงดงามมาก ดโวรชาคและครอบครัวจังพากันมาพักผ่อนที่บ้านนี้ประมาณปีละ ๖ เดือนเป็นประจำ เขาพอใจบ้านตำบล Vysoka นี้มาก เพราะเขาสามารถเลี้ยงนกพิลาปได้เป็นจำนวนมาก และสนุกสนานเพลิดเพลินอยู่กับมัน นอกจากนั้นพวกเพื่อนบ้านแถบใกล้ ๆ เคียง ๆ กันในหมู่บ้านนั้นก็มักจะมาคุยเรื่องราวต่าง ๆ กับเขาเสมอ ๆ เขาจะต้อนรับเพื่อนบ้านเหล่านั้นด้วยอัธยาศัยไมตรีอันดียิ่ง จึงเป็นที่รักและเคารพนับถือของชาวบ้านแถบนั้นมาก ต่อมาในเดือนกันยายน ค.ศ.๑๘๙๑ ดโวรชาคมีอายุครบ ๕๐ ปีพอดี เขาจึงจัดพิธีฉลองขึ้นที่บ้านตำบล Vysoka มีเพื่อนฝูง และลูกศิษย์เดินทางไปร่วมอวยพรเขาอย่างคับคั่ง นอกจากนั้นยังมีพวกชาวบ้านตำบลนั้นพากันตีวงรอบ ๆ บ้านของเขา จับมือกันเต้นรำและร้องเพลงพื้นเมือง พร้อมทั้งโห่ร้องเปล่งเสียงอวยพรเขาอยู่อย่างกึกก้องว่า "ดโวรชาค จงเจริญ" (Long live Dvorak) ดโวรชาค เป็นคนที่ยัดระเบียบชีวิตประจำวันของเขาไว้อย่างเคร่งครัดมาก คือเขาตื่นนอนตอนเช้ามืดทุก ๆ วัน (ก่อน ๖ นาฬิกา) แล้วก็เดินเรื่อย ๆ เป็นการออกกำลัง ถ้าอยู่ในกรุงปร๊าคเขาก็มักจะเดินไปที่สวนสาธารณะ ชมนกชมไม้และบุบผชาติในอุทยาน เป็นการปล่อยจิตใจให้เพลิดเพลินไปกับธรรมชาติในตอนรุ่งอรุณ จากนั้นก็กลับมารับประทานอาหารเช้าที่บ้าน ไปสอนที่ Conservatory แล้วก็แต่งเพลง ก็พอดีถึงเวลารับประทานอาหารกลางวัน เสร็จแล้วก็แต่งเพลงต่อจนถึงบ่าย ตกเย็นก็มักจะไปพบปะเพื่อนฝูงที่ถูกคอตาม Cafe' และใช้เวลานั้นอ่านหนังสือพิมพ์ไปด้วยคุยไปด้วย บางทีก้กลับมาบ้านแล้วแต่งเพลงต่อก่อนที่จะถึงเวลาอาหารเย็น แล้วก็จะเข้านอนในเวลาประมาณ ๓ ทุ่มเศษ ๆ เมื่อตอนฤดูร้อนปี ค.ศ. ๑๘๙๑ นั้น ดโรชาคได้รับคำเชื้อเชิญจากสหรัฐให้ไปดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ (Director) ที่ The National Conservatory of Music นครนิวยอร์ค โดยจะทำสัญญาจ้างเป็นเวลา ๒ ปี ดังนั้นดโวรชาคจึงต้องขอลาออกจากตำแหน่งศาสตราจารย์ที่ Prague Conservatory และก่อนที่เขาจะเดินทางไปสหรัฐ ทางมหาวิทยาลัย Czech Uniuersity ก็ได้กระทำพิธีมอบปริญญาดุษฎีบันฑิตกิติมศักดิ์ทางดนตรีให้แก่เขา พวกลูกศิษย์ลูกหาและเพื่อนฝูงตลอดจนชาวบ้านใกล้เคียงรู้สึกอาลัย ในตัวเขาและครอบครัวเป็นอย่างมาก ฉะนั้นพอถึง ค.ศ.๑๘๙๒ ดโวรชาค ก็พาครอบครัวอันมีภรรยาและลูก ๆ อีก ๖ คน เดินทางเรือออกจากกรุงปร๊าคเพื่อไปรับตำแหน่งที่นครนิวยอร์ค สหรัฐอเมริกาตามคำเชิญเมื่อปีที่แล้ว และเข้าดำรงตำแหน่งนี้ ๒ ปีตามสัญญา คือตั้งแต่เดือนกันยายน ค.ศ.๑๘๙๒ ถึงเดือนพฤษภาคม ค.ศ.๑๘๙๔ ได้ปรับปรุงกิจการต่าง ๆ ของ Conservatory ให้ดีขึ้นมาก และมีรายได้ปีละ ๑๕,๐๐๐ ดอลล่าร์ ในระหว่างที่พำนักอยู่ในอเมริกานั้น
|